Saturday, 10 March 2018

ความฝันแปลกๆ


ราวๆ ๒-๓ อาทิตย์ที่แล้ว โจมีความฝันแปลกๆที่อาจจะเป็นอุปมานเกี่ยวกับวิถีชีวิตของตัวเองในความฝัน โจเดินเล่นอยู่แถวๆบริษัทหลังจากทานอาหารกลางวัน และสังเกตเห็นว่ามีกลุ่มคนหลายคนร่วมทั้งเพื่อนร่วมงานเดินไปทางเดียวกันโดยใส่ชุดกีฬา โจจึงถามพวกเขาว่าจะไปไหนกันและได้รู้ว่ามีการแข่งขันครั้งใหญ่ (อาจจะเป็น ฟุตบอล) กำลังจะเริ่มและพวกเขากำลังจะไปดูสนามกีฬากลางแจ้งเพราะว่าโจไม่ค่อยรู้สึกสนใจกับกีฬานี้ โจจึงกลับไปออฟฟิศเพื่อทำงานต่อไป  แต่เมื่อกลับออฟฟิศ โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่าทุกคนไปดูการแข่งขันนี้ และโจเป็นคนเดี๋ยวที่อยู่ที่ออฟฟิศ  
โจรู้สึกสงสัยว่าทุกคนไปดูการแข่งกันนี้เพราะว่าทุกคนชอบกีฬานั้นจริงๆหรือเพียงเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไปดูและไม่อยากจะเป็นคนส่วนน้อย อย่างไรก็ตาม โจตัดสินใจว่าจะทำงานต่อไปเพราะว่ายังไม่รู้สึกสนใจกับการแข่งขันนี้และไม่อยากจะตามคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน โจรู้สึกพอใจกับความเงียบสงบของออฟฟิศแต่ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆเริ่มรู้สึกเหงาที่อยู่ออฟฟิศคนเดียวและรู้สึกโมโหกับตัวเองที่เป็นคนอ่อนไหว และในตอนนั้นโจก็ตื่นนอน
http://cephuscorner.jadedragononline.com/ever-weird-dream/
ความฝันนี้ทำให้โจนึกถึง คำพูดของผู้กํากับเวทีที่มีชื่อเสียง ก่อนเขาจะประสบความได้สำเร็จ เขาก็รู้สึกเหงาและกังวลกับวิถีชีวิตที่เขาเลือกเพราะว่าไม่มีใครเห็นด้วยหรือสนับสนุนเขา แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อตนเองต่อไป
(อาจจะเพื่อให้กำลังใจตัวเองด้วย) ขณะที่เขาเดินเล่นกับลูกสาว เขามักจะบอกลูกสาวว่า “ แม้ว่าทุกคนจะเลือกไปทางขวาและหนูเป็นคนเดียวที่เลือกไปทางซ้าย หนูจะไปทางซ้ายก็ได้ ถ้าหนูเชื่อว่าทางนี้เป็นทางที่ถูกจริงๆ)” และเมื่อเวลาผ่านไปลูกสาวของเขาก็เป็นนักถ่ายรูปที่มีชื่อเสียง หวังว่าโจจะสามารถเป็นผู้กํากับเวทีหรือนักถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงในความฝันคราวหน้า

ตัวแทนธนาคาร


วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการเงินของประเทศไทยและได้รู้เรื่องที่ยังไม่เคยรู้ (เกือบจะทุกวันโจจะเช็คข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย แต่ไม่ได้เห็นเรื่องนี้ได้บ่อยๆ ) ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน ระบบ “ตัวแทนธนาคาร” จะเริ่มใช้ที่ไทย และ ร้านค้าทั่วไปที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งชาติจะสามารถให้บริการทางการเงิน (เช่น ฝากเงิน ถอนเงินเ โอนเงิน เป็นต้น)แทนธนาคารพาณิชย์ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ประกาศว่าใครจะเป็นตัวแทนธนาคาร แต่มีคนคาดการณ์ว่า เซเว่น กับ ไปรษณีย์ อาจจะได้เป็น ตัวแทนธนาคาร หลังจากอ่านบทความนี้ โจเช็คการเปลี่ยนแปลงของจำนวนสาขาของแต่ละธนาคาร เพราะว่าธนาคารพาณิชย์อาจจะปิดให้บริการในบางสาขาโดยในใช้บริการของตัวแทนธนาคารแทน

เดือนธันวาคมของ ปี 2015 จำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ มี 7,061สาขา แต่ เดือนธันวาคมของ ปีที่แล้ว จำนวนสาขาลดลงมาอยู่ที่ 6,784 สาขา (ธนาคารแต่ละแห่ง เช่น ธนาคารกสิกร ธนาคารกรุงไทย และ ธนชาต ได้ปิดสาขาลงมากกว่า 90 สาขา ) ดูเหมือนว่าธนาคารหลายๆแห่งอยากจะลดค่าใช้จ่ายโดยให้ลูกค้าใช้ ออนไลน์แบงค์กิ้งแทน แต่โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่ามีธนาคารบางแห่งที่พยายามเพิ่มสาขาด้วย ได้แค่ธนาคารกรุงเทพกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้มีการเปิดสาขาใหม่มากกว่า 20 สาขาเพื่อเพิ่มคุณภาพการบริการ (แม้ว่าค่าบริการจะแพงกว่าบริการออนไลน์ แต่ผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยใช้เทคโนโลยีจะคงยังนิยมบริการแบบเดิมต่อไป) ยังมีหลายเรื่องที่รู้สึกสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้ามีโอกาสอยากจะเขียนรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้

การไปทำงานที่กรุงเทพ


*ไม่ได้อัพโหลดราวๆ 1 เดือน



อาทิตย์ที่แล้วโจไปทำงานที่กรุงเทพมา นี้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีครั้งที่โจไปทำงานที่กรุงเทพ ครั้งนี้ก็ไปเจอกับนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย
ไม่แน่ใจว่าโจมองเศรษฐกิจในแง่ร้ายมากไปหรือไม่ แต่โจรู้สึกว่าคนที่โจเจอหลายคนคิดว่าความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าโจคิดที่เอาไว้ เช่นโจถามเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่มาจากความไม่แน่นอนของการเมือง เพราะไม่แน่ว่าปีนี้หรือปีหน้า ประเทศไทยอาจจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่กลับไม่มีใครที่รู้ว่าใครจะเป็นนายกและนโยบายทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

โจรู้ว่ามีคนที่คิดว่ารัฐบาลปัจจุบันจะสร้างพรรคใหม่และพรรคนี้จะชนะ ดันนั้นทั้งการเมืองกับนโยบายก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ เราก็ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะสร้างพรรคใหม่จริงๆ และเราไม่รู้ว่าพรรคนี้จะสามารถชนะได้จริงหรือไม่ด้วย แต่ดูเหมือนว่าหลายคนคิดว่านโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจจะดำเนินต่อไปโดยไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนก็เข้าใจความสำคัญของนโยบาย Thailand 4.0 กับ EEC (Eastern Economic Corridor) และทุกคนให้ความสำคัญของการลงทุนที่มาจากต่างประเทศ นอกจากนี้แล้ว การสร้างกฎหมาย EEC ก็จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มาจากการเปลี่ยนรัฐบาลได้ด้วย โจก็เห็นด้วยกับความเห็นแบบนี้ แต่ยังรู้สึกสงสัยกับความเป็นไปได้ในการพัฒนา EEC นิดหน่อยเพราะว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยยังไม่สูงและอุปทานของการลงทุนก็ไม่มากเท่าไหร่ (เช่น มีคนบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์ ราวๆ 2.5-3.0 ล้านคัน แต่ตอนนี้ผลิตแค่ 2.0 ล้านคัน) การลงทุนของอุตสาหกรรมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ยังไม่มีในประเทศไทย อาจจะเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนเกียวกับอุตสาหกรรมที่อยู่แล้วอาจจะไม่ค่อยเพิ่ม นอกจากนี้แล้ว มีความเป็นไปได้ที่การพัฒนา EEC จะช้าลง เพราะว่ารัฐบาลใหม่ไม่สามารถใช้ มาตรการ 44 เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายได้ โจจึงไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเหมือนที่รัฐบาลคิดเอาไว้หรือไม่  ยังมีอีกหลายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้  และดีใจที่ได้เข้าใจเศรษฐกิจของประเทศไทยลึกมากขึ้น ถ้าคราวหน้ามีโอกาส อยากจะไปภาคตะวันออกด้วย เพื่อจะได้ศึกษาการพัฒนาของ EEC เป็นอย่างไรบ้าง

Saturday, 10 February 2018

ขยะอวกาศ


ในการทำงานโจได้มีโอกาสวิเคราะห์นโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบ่อยๆเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของนโยบายเกี่ยวกับสิงแวดล้อมก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีโอกาสคิดถึงนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอวกาศ อาทิตย์ที่แล้วโจได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับขยะอวกาศและเริ่มคิดถึงนโยบายทางอวกาศด้วย
http://www.esa.int/var/esa/storage/images/esa_multimedia/images/2017/space_debris/16908372-1-eng-GB/Space_debris_highlight_std.jpg
ดูเหมือนว่าจำนวนขยะอวกาศ(ดาวเทียมที่หมดอายุและล่องลอยอยู่นอกโลก)กำลังเพิ่มขึ้นอยู่และทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย (มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุดาวเทียมที่กำลังใช้งานอยู่ถูกขยะอวกาศชน หากเกิดอุบัติเหตุนี้ขึ้น อาจส่งผลให้เทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันเกิดปัญหาขึ้นตามไปด้วย)
เรื่องที่โจรู้สึกตกใจก็คือยังไม่มีเทคโนโลยีที่แก้ไขเกี่ยวกับการเก็บขยะอวกาศและประเทศที่ปล่อยดาวเทียมใหม่ๆก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับขยะอวกาศ ดูเหมือนว่าทุกประเทศจะพยายามลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุโดยพยากรณ์การโคจรของขยะอวกาศ แต่กลับไม่พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเก็บขยะอวกาศ
เหมือนปัญหาแก็ส CO2 เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ความร่วมมือของทุกประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
โจคิดว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลกับบริษัทที่ปล่อยดาวเทียมจะต้องจ่ายค่าจัดการขยะอวกาศให้องค์การระหว่างประเทศ (เช่น สหประชาชาติ เก็บ ๕ เปอร์เซ็นต์ของค่าปล่อยดาวเทียม) และใช้เงินนี้เป็นทุนให้บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้เก็บขยะอวกาศ   (หลังจากที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้แล้ว ก็ให้บริษัทนี้เก็บเงินค่าจัดการขยะอวกาศ )  แต่เหมือนเรื่อง CO2 หลายประเทศอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับนโยบายแบบนี้ที่ทำให้ตันทุนในการปล่อยดาวเทียมเพิ่มขึ้น

Saturday, 3 February 2018

มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งญี่ปุ่น

อาทิตย์นี้โจมีโอกาสไปทานอาหารกับเพื่อนคนญี่ปุ่นที่เรียนจบที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งญี่ปุ่น (International University of Japan :IUJ) สำหรับคนญี่ปุน มหาวิทยาลัยนี้ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไหร่ เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่สร้างราวๆเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ที่มีแต่บัณฑิตวิทยาลัยเท่านั้น และตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัด (นีงะตะ Niigata)
แต่โจรู้สึกประทับใจที่รู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะข้าราชการของโลก (ส่วนใหญ่เป็นคนเอเซีย) ที่มาเรียนที่ญี่ปุ่นโดยรับทุนการศึกษาขององค์กรระหว่างประเทศเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ชั่วคราวเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาญี่ปุ่น (หลังจากปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นแล้ว หลายๆคนย้ายเรียนที่มหาวิทยาลัยที่อยู่โตเกียว) นักศึกษา ราวๆ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของที่นี่เป็นคนต่างชาติและดูเหมือนว่ามีบริษัทหลายๆญี่ปุ่นที่ส่งพนักงานมาเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยนี้ ล่วงหน้า ๒-๓ เดือนก่อนที่จะให้พวกเขาไปทำงานที่ต่างประเทศ คนที่โจไปทานอาหารด้วยครั้งนี้ (คนญี่ปุ่น ๗ คน และ คนอินเดีย ๑ คน) เรียนที่มหาวิทยาลัยนี้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นและผ่านมามากกว่า ๕ ปี หลังจากพวกเขาเรียนจบ แต่พวกเขาก็ยังสนิทกันมากและทุกคนคิดถึงสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ (ไม่รู้ว่าประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยนี้ทำให้พวกเขาเป็นคนที่เปิดใจกว้าง หรือคนที่เปิดใจกว้างนิยมเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ แต่รู้สึกว่าพวกเขาไม่เหมือนกันกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นจารีตนิยมสุดขั้ว) ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัด นีงะตะ อยากจะแวะที่นี่ด้วย


Sunday, 28 January 2018

โลกาภิวัตน์กับบริษัทญี่ปุ่น

อาทิตย์นี้โจได้เถียงกันกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์กับบริษัทญี่ปุ่นและรู้สึกว่าการจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันยากมาก แต่ยังดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ช่วงหลังนี้บริษัทญี่ปุ่นรู้สึกสนใจกับการจ้างแรงงานต่างชาติฝีมือดี  แต่ข้แม้ว่าไม่ว่าจะมีความสามารถที่ดีแค่ไหนก็จะต้องมีความสามารถภาษาญี่ปุ่นที่ดีด้วยเพราะถ้าไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นที่ดีเท่าควรจะหางานที่ญี่ปุ่นยากมาก  โจรู้สึกว่าสถานการณ์นี้น่าเสียดายมากเพราะว่าจำนวนคนที่มีทั้งฝีมือดีสูงกับมีความสามารถภาษาญี่ปุ่นนั้นมีน้อยมาก โจคิดว่าถ้าบริษัทอยากจะจ้างแรงงานฝีมือดีจริงๆ ตอนที่บริษัทหาพนักงาน บริษัทควรจะพิจารณาแรงงานที่ไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นด้วย โจรู้ว่าหลายบริษัทรู้สึกกลัวที่จะจ้างแรงงานที่ไม่มีความสามารถญี่ปุ่นเพราะว่าการทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษจะเป็นอุปสรรคก็ยากมากและจะต้องมีการปรับตัวในการทำงารที่ยุ่งยาก แต่โจคิดว่าคนที่คิดแบบนี้อาจจะไม่เห็นความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษก่อนที่คนต่างชาติที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้จะเข้ามาทำงานที่บริษัท(เพราะว่าถ้าทุกคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้ จะได้ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ)  
โจจึงคิดว่าการจ้างแรงงานต่างชาติฝีมือดีที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ควรจะเข้ามาก่อนเพราะโจคิดว่าคนที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ หลายๆคนมีความสามารถอ่านเขียนภาษาอังกฤษที่ดีและแม้ว่าภาษาอังกฤษก็ยังไม่ค่อยคล่อง แต่พวกเขาก็สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติได้ ถ้าพวกเขามีโอกาสพูดฟังภาษาอังกฤษที่ทำงานทุกวัน พวกเขาอาจจะเคยชินกับการทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว โจคิดว่าความเขินอายในการพูดภาษาอังกฤษอาจจะเป็นอุปสรรคหลักมากกว่าความสามารถภาษาอังกฤษ แต่เพื่อนร่วมงานของโจไม่ยอมรับความคิดเห็นของโจเลยและบอกว่าจะสอนภาษาญี่ปุ่นให้คนต่างชาติและให้พวกเขาทำงานโดยใช้ภาษาญี่ปุ่นดีกว่าที่จะให้คนญี่ปุ่นทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษ (โจเคยแนะนำให้เขาเรียนภาษาอังกฤษหลายครั้งตั้งแต่ราวๆ ๑๐ ปีก่อน แต่เขาปฏิเสธทุกครั้งโดยบอกว่าไม่ค่อยจำเป็นที่จะเรียนภาษาอังกฤษและมีแต่เสียเวลาเปล่า) ถ้าหลายๆคนยังมีทัศนคติอย่างนี้ต่อไป แรงงานต่างชาติฝีมือดีอาจจะเลือกไปทำงานที่ประเทศอื่นและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่นในระดับโลกก็จะลดลง

Sunday, 21 January 2018

ปัญหาผิว

https://amanaimages.com/info/infoRM.aspx?SearchKey=01651020013&GroupCD=0&no=
ช่วงนี้โจรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื่องจากผิวหนังอักเสบ (รู้สึกแสบผิวและรู้สึกตัวร้อนด้วย) ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับอากาศแห้งหรือความเครียดหรือปัจจัยอื่นเช่นโรคภูมิแพ้รึเปล่าอ อาทิตย์ที่แล้วโจพยายามนอนผักผ่อนให้นานขึ้นเพื่อหาสาเหตุว่ามาจากความเหนื่อยล้ารึเปล่า แต่นอนเท่าไรก็ไม่ดีขึ้นเลย วันศุกร์ที่ผ่านมา โจจึงใช้วันหยุดเพื่อไปหาหมอ หมอบอกว่า เรื่องอาการผิวแสบอาจจะเกี่ยวกับหลายๆปัจจัย เพราะในฤดูนี้ คนที่มีปัญหาผิวหลายคน อาการแย่ลงได้ง่าย เพราะว่าผิวแห้งมาก หมอแนะนำให้โจทาครีมเพื่อป้องกันผิวแห้งและผิวกับอักเสบ หลังจากไปหาหมอ โจไปซื้อเครื่องทำความชื้นในห้องมาด้วย ดูเหมือนว่าระดับความชื้นที่เหมาะสมกับผิว คือ ราวๆ 50- 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ในฤดูนี้ บางวัน ระดับความชื้นในห้องต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ โจซื้อมา ๒ เครื่องสำหรับที่ห้องกับออฟฟิศ โจลองใช้ในห้องแล้ว ระดับความเพิ่มขึ้นถึง ราวๆ 60 เปอร์เซ็นต์ 
หวังว่าอาการจะดีขึ้นในเร็วๆ (การอยู่ในไอน้ำของเครื่องทำความชื้น ทำให้โจรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นซาลาเปา)

Sunday, 14 January 2018

ความรู้สึกหลังจากอ่านหนังสือเรื่อง Option B

อาทิตย์ที่แล้วเพื่อนร่วมงานที่สิงคโปร์ซื้อหนังสือเล่มหนึงส่งให้โจ ผู้เขียนของหนังสือเล่มนี้เป็น COO (Chief Operating Officor ประธานฝ่ายปฏิบัติการ) ของบริษัท Facebook
หนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับสามีของตัวผู้เขียนเองที่เสียชีวิตระหว่างการออกกำลังกาย (เขายังอายุ ๔๘ ปี) และผู้เขียนได้คิดเกี่ยวกับวิธีสร้าง “Resilient (คือ ความสามารถที่จะฟื้นตัว ตอนเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก)” โดยหา Option B   แทนที่ Option A (Option A ที่ไม่สามารถเป็นไปได้ จึงหาทางเลือกที่ดีสุดรองลงมาเป็น Option B)
ตอนโจอ่านหนังสือเล่มนี้ โจรู้สึกว่าลักษณะทางความเศร้าที่เรารู้สึกตอนครอบครัวเกิดการสูญเสียมีความแต่กต่างกันมากระหว่างคนที่ครอบครัวเสียชีวิตอย่างกะทันหัน(เหมือนผู้เขียนหนังสือเล่มนี้) กับคนที่สามารถคาดการณ์การสูญเสียก่อนได้
คนที่ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสูญเสียของครอบครัวอาจจะมีอาการช็อกมากๆ แต่คนที่มีเวลาเตรียมใจก่อนการสูญเสียมีอาจจะมีเวลาเตรียมตัวและอาจจะสามารถสร้างช่วงเวลาที่ดีกับครอบครัวได้  แต่เรื่องนี้ไม่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ของคนที่สามารถคาดการณ์การสูญเสียก่อนได้ดีกว่า เพราะว่าความเศร้าของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่พวกเขารู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวเหลืออีกไม่นาน โจไม่กล้าบอกว่าการสูญเสียแบบไหนเศร้ากว่าเศร้าน้อยกว่า เพราะว่าตอนที่คนในครอบครัวเสียชีวิต ทุกๆคนมีความเศร้ที่แตกต่างกันและไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้

Sunday, 7 January 2018

คนไทยที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดของญี่ปุ่น

อาทิตย์นี้โจได้มีโอกาสไปทานอาหารกับคนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นในปีใหม่และรู้สึกตกใจที่รู้ว่าเขาเคยไปเที่ยวจังหวัด Saga (ซะงะ/ซากะ) ที่โจรู้สึกตกใจเพราะว่าจังหวัดซะงะไม่ค่อยมีอะไรที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว (โจก็ยังไม่เคยไปเที่ยวที่นั่น) โจจึงถามเขาว่าทำไมถึงตั้งใจเลือกไปเที่ยวที่นั่น เขาบอกว่ามีซีรี่ย์ของไทยเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับจังหวัดซะงะ (ซีรีส์นี้อาจจะ เป็นเรื่อง “ซากะ..ฉันจะคิดถึงเธอ”) โจจึงเข้าใจว่าซีรี่ย์เป็นเหตุผลสำคัญทำให้เขาเลือกมาเที่ยวที่นี่
ตั้งแต่ราวๆ 5 ปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยก็เพิ่มขึ้นมากและ ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวไทย ราวๆ ๑ ล้านคนมาเที่ยวญี่ปุ่นโดยมีคนเที่ยวซ้ำรวม อยู่ด้วย ((ราวๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยเป็นคนที่มาเที่ยวซ้ำและราวๆ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่เคยมาเที่ยวญี่ปุ่นมาเที่ยวซ้ำมากกว่า ๔ ครั้ง) 
แต่คนไทยที่นิยมไปเที่ยวต่างจังหวัดยังมีไม่มาก (เช่น มีแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ไปเที่ยวจังหวัดซะงะ)

รัฐบาลตั้งใจที่ก็อยากจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปต่างจังหวัดเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของต่างจังหวัด
โจคิดว่าต่างจังหวัดสามารถดึงดุดความสนใจของคนไทยได้โดยใช้ซีรีย์เหมือนกับจังหวัดซะงะ โจจึงรู้สึกสนใจว่าทำไมจังหวัดซะงะสามารถมีโอกาสสร้างซีรีย์นี้ได้  







Wednesday, 3 January 2018

เป้าหมายของ ปีนี้

ทุกๆปีใหม่ปกติแล้ว โจตั้งเป้าหมมายของปีราวๆ 5 เป้าหมาย เป็นเป้าหมายที่ดูทะเยอทะยาน แต่ปีใหม่นี้โจไม่กล้าที่จะมีเป้าหมายทะเยอทะยาน เพราะว่าโจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจและคิดว่าที่การที่จะกลับมาเป็นปกติจากการสูญเสียของแม่ต้องเวลานาน ดังนั้นเป้าหมายของปีใหม่นี้จึงมีเพียง ๑ เป้าหมายเท่านั้น (เป้าหมายที่ง่าย และเป็นนามประธรรมมาก) เป้าหมายของปีนี้ คือ “สิ้นปีนี้ จะรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าปีที่แล้ว” ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่โจอยากจะทำคืออะไร แต่โจจะต้องหาสิ่งที่ทำให้ตัวเองไปข้างหน้า
ไม่รู้ว่าทำไม แต่ตอนเขียนไดอารี่นี้ 
โจนึกถึง 1 ฉากของ หนังเรื่องเกี่ยวกับ ไมเคิลแจ็คสัน (“This is it”) เป็นเรื่องของคนหนึ่ง ที่ผ่านออดิชั่น และได้มีโอกาสเต้นกับ ไมเคิลแจ็คสัน เขาได้พูดว่า ”ผมตามมาสิ่งที่จะสามารถเข้ามาสั่นสะเทือนชิวีตของผมและทำให้ชิวีตของผมมีความหมายและผมเชื่อว่านีแหละคือสิ่งนี้ (I've kind of been searching for something to shake me up a little bit and give me a kind of a meaning, to believe in something,,,,,,and this is it )
โจไม่ได้คาดหวังว่ามีโอกาสใหญ่แบบนี้ แต่อยากจะทำสิ่งที่สามารถให้กำลังใจกับตัวเอง

Saturday, 30 December 2017

นโยบายการควบคุมดูแลราคาสินค้า

อาทิตย์นี้โจใช้เวลานานๆเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมดูแลราคาสินค้าของกรมการค้าภายใน ไม่รู้ว่านโยบายนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทยหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าไม่มีข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสถานการณ์นี้เท่าไร่ ดังนั้นโจจึงคิดจว่าตัวเองจะต้องเช็คข้อมูลโดยใช้ภาษาไทยหรือจะต้องติดต่อสอบถามโดยใช้ภาษาไทยด้วยรึป่าว (เรื่องนี้เป็นเรื่องลำบากนิดหน่อย เพราะว่าตอนโจเช็คหาข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ โจยังนิยมใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย ถ้าอ่านรายงานภาษาไทย จะต้องใช้เวลามากว่าถึง 10 เท่า)
ตั้งแต่เมื่อก่อน กรมการค้าภายในเช็คราสินค้าเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยป้องกันการเพิ่มราคาที่ไม่ได้เป็นธรรม นโยบายนี้มีผลดีต่อผู้บริโภคแต่เราจะต้องรู้ว่านโยบายนี้มีผลเสียต่อผู้ผลิดกับกลไกตลาดแค่ไหนเพราะว่านโยบายนี้อาจจะลดความยืดหยุ่นของราคาสินค้า นอกจากนี้แล้ว โจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าสำหรับการค้าภายในอะไรเป็นการเพิ่มราคาที่ไม่ได้เป็นธรรมด้วยถ้าผู้ผลิตเพิ่มราคาโดยไม่มีการเพิ่มต้นทุน อาจจะมีคนคิดว่าการปรับปรุงราคานี้ไม่เป็นธรรม

แต่ถ้ามีตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (มีผู้ขาย กับผู้ซื้อมากๆ) กลไกตลาดจะแก้ไขปัญหาการเพิ่มราคาแบบไม่เป็นธรรมโดยที่รัฐบาลไม่ต้องทำอะไร (เช่น ถ้าผู้ขาย คนหนึง เพิ่มราคา ผู้ซื้ออาจจะไม่ซื้อของจากเขาและผู้ขายนั้น ไม่มีกำไร จึงจำเป็นต้องลดราดาหรือล้มละลาย)
โจคิดว่ารัฐบาลสามารถแทรกแซงการตลาดได้ สำหรับ ตลาดผูกขาด/ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย ตลาดที่ขาดกลไกตลาด แต่ไม่ควรจะแทรกแซงตลาดแข่งขันสมบูรณ์เพราะอาจทำให้ตลาดเสียสมดุล
ยังไม่แน่ใจว่าตลาดของสินค้าที่กรมการค้าภายในต้องการจะควบคุมดูแลเป็นตลาดแบบไหน อยากจะศึกษารายละเอียดของนโยบายนี้ต่อไป 

Sunday, 24 December 2017

งานศพ

อาทิตย์ที่แล้วแม่ของโจเสียชีวิตและอาทิตย์นี้ครอบครัวของโจจัดงานศพ (เราต้องรอราวๆ ๑ อาทิตย์ก่อนที่จะจัดงานศพเพราะว่าสมัยนี้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำให้สถานที่จัดงานศพไม่เพี่ยงพ่อ) ความตายกับการจัดงานศพของแม่เป็นที่เศร้ามากจริงๆ แต่โจกลับรู้สึกโล่งอกนิดหน่อย เพราะว่าในที่สุดแม่ก็สามารถเป็นอิสระจากความทุกข์ทรมานของโรคมะเร็ง (ในระยะสุดท้าย แม่รู้สึกเจ็บปวดทรมารมากๆและน่าสงสารมาก สถานการณ์นั้นมันเหมือนกันกับการทารุณกรรม) 
http://zero-ess.com/blog/?m=20131211
เราจัดงานศพแบบศาสนาพุทธ โจไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับพิธีแบบไทย แต่คิดว่าแบบญี่ปุ่นไม่เหมือนกันกับไทย เช่น เราจัด Otsuya (งานพิธีที่จัดในคืนก่อนงานศพ ญาติกับเพื่อนจะมาเข้าร่วมไว้ทุกข์) และ Kokubetushiki (งานศพ) หลังจากงานเผาศพ เราเก็บเถ้ากระดูกใส่ในหม้อโดยใช้ตะเกียบ (ในสังคมญี่ปุ่น ยกเว้นตอนที่เก็บเถ้ากระดูกใส่ในหม้อ ปกติเราไม่สามารถใช้ตะเกียบคีบของพร้อมกันกับคนอื่นได้) โจรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษที่เป็นลูกกตัญญให้แม่ แต่ดีใจที่ได้กลับมาจากสิงคโปร์และได้อยู่กับแม่ราวๆ ๗ เดือนก่อนแม่เสียชีวิต 
ยังมีอีก ๑ พิธี (๔๙ วันหลังจากงานศพ เราเอาหม้อนี้ไปฝังที่สุสาน) แต่ในตอนนี้พิธีส่วนใหญ่เสร็จแล้วและชีวิตประจำวันของโจกำลังกลับเป็นปกติ ยังรู้สึกไม่ชินนิดหน่อยที่ไปทำงานเวลาปกติโดยไม่แวะเยี่นมแม่ก่อนหรือหลังจากทำงานและรู้สึกคิดถึงช่วงเวลานั้น ปีนี้โจไม่ได้ฉลองคริสต์มาสหรือปีใหม่กับแม่และไม่มีอะไรไทเป็นพิเศษ กลัวว่าจะรู้สึกโล่งๆ แต่อยากจะก็พักผ่อนนานๆ

Saturday, 23 December 2017

การไปทำงานที่กัมพูชา

๓ อาทิตย์แล้ว โจกับเพื่อนร่วมงานสมัยสิงคโปร์ไปกัมพูชาเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา หัวข้อของการประชุมปีนี้ คือ บทบาทของเทศโนโลยีต่อบริการทางการเงินที่ทั่วถึง (The Role of Technology in Promoting Financial Inclusion) นักวิจัยเศรษฐกิจกับพนักงานของธนาคารแห่งชาติกัมพูชานำเสนอเกี่ยวกับบริการทางการเงินที่ทั่วถึงของกัมพูชา เราก็นำเสนอเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศอินเดีย ที่เราตั้งใจมุ่งเน้นประเทศอินเดียเพราะว่าอินเดียใช้ระบบไบโอแมทริกซ์ในการระบุตัวซึ่งทำให้สถานการณ์การบริการทางการเงินที่ทั่วถึงพัฒนาโดยเร็ว
จนถึงราวๆ ๒-๓ วันก่อนที่เราไปกัมพูชา เราไม่ได้รู้ว่าเราจะมีเวลากี่นาทีสำหรับการนำเสนอและไม่รู้ว่าเราจะต้องเป็นผู้ร่วมอภิปรายหรือไม่ด้วย (ปกติพิธีกรจะแจ้งหัวข้ออภิปรายล่วงหน้าก่อน) เรามีเวลา ๒๐ นาทีสำหรับการนำเสนอและเพื่อนของโจเป็นคนนำเสนอคนเดียวแต่โจก็เข้าร่วมอภิปรายหลังจากการนำเสนอของผู้เข้าร่วมจบ โจรู้สึกว่าไม่สามารถอธิบายความคิดเห็นของตัวเองออกมาได้ดีเท่าไร่เพราะไม่ได้รู้รายละเอียดของหัวข้ออภิปรายก่อนและไม่ได้เตรียมตัวให้ดี (นอกจากนี้แล้ว รู้สึกว่าตัวเองจะต้องเรียนการพูดภาษาอังกฤมากกว่านี้)  แต่ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีโดยไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น
การร่วมมือกับเพื่อนของปีนี้มีหลายปัญหากับความท้าทายและความจริงไม่เหมือนกันกับสิ่งที่คิดเอาไว้ แต่ในที่สุดทั่ง ๒ หัวข้อ (การแลกเปลี่ยนมนุษย์ระหว่างญี่ปุ่นกับอินเดียและบริการทางการเงินที่ทั่วถึง) ก็ได้เสร็จสิ้นทำให้โจโล่งใจขึ้น
การร่วมมือกับคนอื่นแม้จะเป็นเรื่องยุ่งยากและลำบาก แต่โจก็อยากจะห้าวิธีรับมือที่ดีกว่าปีนี้และอยากจะเขียนรายงานและนำเสนอโดยใช้ภาษาอังกฤต่อไปเพื่อเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง

Sunday, 26 November 2017

นโยบายเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศอินเดีย

ในการทำงาน โจใช้บริการ เว็บไซต์ NNA (News Net Asia) เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจของเอเชียเกี่ยวกับเว็บไซต์ นี้ โจรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จำนวนบทความเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของอินเดีย ไม่รู้ว่าเป้าหมายนี้มีความเป็นไปได้แค่ไหน แต่รัฐบาลอินเดียมีเป้าหมายที่จะหยุดการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันก่อน ปี 2030 เพื่อช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมและป้องกันมลพิษทางอากาศ โจรู้ว่านอกจากอินเดียแล้ว
https://ec.europa.eu/jrc/en/news/fiscal-incentives-how-do-they-impact-electric-vehicle-sales

หลายๆประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และ อินโดนีเซีย เป็นต้น ก็มีเป้าหมายแบบนี้ รัฐบาลไทยเองก็มีแผนการที่จะเปลี่ยนรถตุ๊กเป็นรถตุ๊กๆไฟฟ้า แต่ถ้าคิดรวมถึงสถานการณ์ไฟฟ้าของประเทศอินเดีย (อุปทานของไฟฟ้ายังไม่พอและหลายหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้) เป้าหมายนี้ก็ดูทะเยอทะยานมากไป
ร่างแผนยุทธศ่าสตร์ทางอุปทานไฟฟ้าที่รัฐบาลเปิดเผยเมื่อปีที่แล้วแสดงว่ารัฐบาลจะเพิ่มอุปทานไฟฟ้าถึงสองเท่าภายใน 10 ปีโดยใช้พลังงานหมุนเวียนเช่นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ไม่รู้ว่าเทคโนโลยีเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางพลังงานหมุนเวียนจะพัฒนาในอนาคตอีกแค่ไหน แต่ตอนนี้ไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนไม่ค่อยเสถียรเพราะว่าพลังงานขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ นอกจากนี้แล้วราคาอุปกรณ์ก็ไม่ถูกเท่าไร
โจก็เลยยังรู้สึกสงสัยกับความเป็นไปได้ของเป้าหมายของอินเดีย แต่อิก่อนหน้านี้เดียก็เคยใช้นโยบายที่แรงๆ(เช่น การยกเลิกของธนบัตร 500 และ 1000 รูปี การใช้นโยบาย GST เป็นต้น ) โจจึงคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอินเดียจะใช้นโยบายแรงๆเพื่อบรรลุเป้าหมาย โจอยากจะรู้ว่าถ้าจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวที่อีนเดียแค่ไหนด้วย (ตอนนี้ประเทศจีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลก)

พ่อแม่

ตั้งแต่ราวๆ ๔-๕ ปีที่แล้ว แม่ของโจไม่สบายและเมื่อ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมาอาการของแม่ก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม่กำลังจะเข้าสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายท้าย (Hospice คือสถานที่ที่ช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสามารถจากไปได้อย่างสงบและไม่ทุกข์ทรมาร) วันนี้เป็นวันหยุดพิเศษครอบครัวของโจจึงใช้เวลาอยู่กับแม่ตลอดวัน

ตั้งแต่พ่อรู้ว่าแม่อาจจะมีเวลาเหลืออีกไม่ค่อยนาน พ่อก็ไม่ค่อยแสดงความเศร้าเสียใจของตัวเองออกมาเท่าไหร่และโจก็จำไม่ได้แล้วว่าพ่อร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ แต่วันนี้ตอนที่พ่อคุยกับแม่หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ พ่อก็ร้องไห้หนักมากๆและภาพนั้นทำให้โจรู้สึกสะเทือนใจมาก 
ตอนที่แม่บอกว่าอยากจะหยุดใช้ยาต้านมะเร็ง (เพราะผลข้างเคียงแรงมากไป) และอยากจะเข้าสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โจยอมรับและสนับสนุนความคิดเห็นของแม่ เพราะว่าโจอยากให้แม่มีเวลาที่เงียบสงบโดยไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ว่าพ่ออยากให้แม่พยายามใช้ยาต้านมะเร็งต่อไปและพ่ออยากที่จะดูแลแม่ที่บ้านเท่าที่ทำได้ เมื่อก่อนโจไม่ค่อยเข้าใจความปรารถนาของพ่อ เพราะว่าสิ่งนั้นอาจจะต้องทำให้แม่รู้สึกเจ็บปวดทรมารอีก แต่ว่าวันนี้ตอนที่เห็นพ่อร้องไห้หนักมากๆ โจจึงสามารถเข้าใจความรู้สึกที่อยู่ลึกๆในใจของพ่อได้และเข้าใจได้ว่าทำไมพ่อถึงคิดอย่างนั้น เพราะว่าพ่ออยากที่จะใช้เวลาอยู่กับแม่ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และพ่อคงรู้สึกเหงามากหากแม่ต้องออกจากบ้านไป ความรู้สึกของพ่อที่มีต่อแม่มันมากกว่าที่โจคิดเอาไว้


ไม่รู้เพราะว่าพ่อกับแม่แต่งงานกันโดยดูตัวรึป่าว ทำให้ตั้งแต่โจยังเป็นเด็ก โจไม่ค่อยเห็นพ่อกับแม่แสดงความรักต่อกัน (สำหรับโจพวกเขาดูเป็นคู่ชีวิตมากกว่าคู่รัก) แต่วันนี้โจได้เข้าใจว่าแม้จะไม่ได้แสดงความรักออกมาอย่างชัดเจนและถึงแม้ว่าจะเถียงกันบ่อยๆความรักของพ่อที่มีอยู่ในใจลึกๆของพ่อนั้นลึกซึ้งมาก (พ่อของโจเป็นคนหัวโบราณแสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่งและคิดมากเครียดง่าย เวลาอยู่กับเขาจึงทำให้เรื่องเหนื่อยได้ง่าย แต่ก็เข้าใจว่าเขาเป็นคนที่ใจดีและอ่อนโยนมากด้วย ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าแม่จะสามารถอยูได้อีกแค่ไหน แต่อยากให้แม่มีเวลาที่เงียบสงบ (อยากจะฉลองปีใหม่พร้อมกับครอบครัวทุกคน ) และ อยากจะช่วยให้กำลังใจพ่อด้วย  

Saturday, 21 October 2017

รัฐบาลควรจะมีเป้าหมายใหญ่แค่ไหน

https://www.pinterest.jp/pin/404761085237461942/
อาทิตย์ที่แล้วกับอาทิตย์นี้ โจได้อ่านรายงานที่เพื่อนเขียน (เขากำลังเขียนรายงานเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและนโยบายทางการเงินของรัฐบาล) สำหรับโจการแนะนำนโยบายส่วนใหญ่ที่เขาเขียนก็โอเค แต่มีบางเรื่องที่ความคิดของโจไม่ค่อยตรงกับเขา (ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ว่าเป็นนโยบายอะไรของประเทศไหน) เขาเขียนว่าตอนรัฐบาลกำลังสร้างนโยบายกับกลยุทธ์ใหม่ รัฐบาลควรจะมีเป้าหมายใหญ่โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับนโยบายอื่น เพราะว่าการบรรลุเป้าหมายของนโยบายนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อนโยบายอื่น นอกจากนี้ เขายังแนะนำว่ารัฐบาลควรจะมีเป้าหมายใหญ่เท่าที่เป็นไปได้และบรรลุได้ยากด้วย เช่น จะบรรลุทุกเป้าหมายใน ๕ ปี (ดูเหมือนเขาจะคิดว่ายิ่งตั้งเป้าหมายไว้ยากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เรายิ่งมีแรงผลักดันมากขึ้นไปด้วย)
โจก็คิดเหมือนกันกับเขาว่ารัฐบาลควรจะต้องคำนึงถึงเป้าหมายสูงสุดด้วย แต่ถ้ามีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ รัฐบาลควรจะคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะทำให้นโยบายบรรลุผลภายในเวลาที่กำหนดด้วย โจคิดว่าถึงแม้เป้าหมายจะดูเล็กๆ แต่รัฐบาลควรจะประกาศเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้อย่างแน่นอนเท่านั้น เพราะถ้าไม่แน่ใจว่าจะสามารถบรรลุได้ตามที่ประกาศ รัฐบาลไม่ควรจะประกาศเป้าหมายนี้ โจคิดอย่างนี้เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ประกาศไว้หลายๆครั้ง ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลก็อาจจะลดลง และความไม่แน่นอนต่อความเป็นไปได้ของนโยบายก็อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งสถานการณ์นี้จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ (เช่น รัฐบาลประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ภายใน ๓ ปี เพื่อกระตุ้นนักธุรกิจและเพื่อเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้าหากนักธุรกิจเชื่อเรื่องที่รัฐบาลบอก การลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นก่อนรัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย แต่ถ้าไม่มีความมั่นใจต่อรัฐบาล การลงทุนก็อาจจะไม่เพิ่มขึ้น) ดังนั้น โจอยากจะแนะนำว่าการสร้างกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลควรจะประกาศเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้จริงๆเท่านั้น

Sunday, 8 October 2017

หัวข้อการวิจัยใหม่

เดี๋ยวนี้โจเริ่มคิดถึงหัวข้อการวิจัยใหม่โดยเช็คข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในประเทศไทย เพราะว่าการเขียนรายงานเกี่ยวกับอินเดียเกือบจะเสร็จแล้ว (รู้สึกว่าจะเขียนรายงานเกี่ยวกับอินเดียในปีนี้พอแล้ว)
มีหลายสิ่งที่รู้สึกน่าสนใจ แต่ตอนนี้รู้สึกสนใจเกี่ยวกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปัจจุบันนี้
หลังจากรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ค่อยๆสูงขึ้นและ GDP ไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้ขยายตัวได้ 3.7 % จาก ปีที่แล้ว  องค์การระหว่างประเทศ (เช่น IMF, World Bank, และ ADB ) กับ รัฐบาลก็คาดว่า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยาย ราวๆ 3.5-4.0 %
โจอยากจะรู้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในตอนนี้เหมาะสมกับศักยภาพประเทศไทยหรือไม่ (อยากจะรู้ว่าอัตรานี้ควรจะสูงขึ้นกว่า 4 % หรื่อและ อยากจะรู้ว่ารัฐบาลกับธนาคารแห่งชาติควรจะเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อทำให้อัตรานี้สูงกว่าตอนนี้หรือ ไม่) เพราะว่าเทียบกับประเทศที่รายได้ (per capita GDP) คล้ายกัน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังต่ำกว่า  
(หลายประเทศที่ per capita GDP ราวๆ 6 พันบาทแต่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่า 5 % )  มีความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อก็ต่ำกว่าอัตราเหมะาสม เพราะว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับศักยภาพ  ถึงจะอธิบายยาก แต่โจรู้สึกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังควรจะสูงกว่า 4 %



Thursday, 28 September 2017

๕ เดือน ที่ผ่านมา

โจย้ายกลับมาญี่ปุ่นได้ราวๆ ๕ เดือนผ่านไปแล้ว (อยู่ที่สิงคโปร์ ๒ ปี)ใน ๒ ปี กับ ๕ เดือนที่ผ่านมา โจไม่ได้เรียนภาษาไทยกับอาจารย์เลย จึงรู้สึกว่าตัวเองลืมภาษาไทยส่วนใหญ่ที่เคยเรียนมา (ยัง
สามารถใช้คำศัพท์ง่ายๆ ได้ แต่ไม่สามารถอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม ได้เลย อ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้เลย นอกจากนี้แล้ว อ่านไดอารี่ที่ตัวเองเคยเขียนมาก็รู้สึกอ่านยากมาก)

จริงๆ แล้ว หลังจากกลับมาญี่ปุ่น โจมีหลายสี่งที่อยากจะทำ (รวมทั้งเรียนภาษาไทย) แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะว่างานยุ่งมากไป  ใน ๕ เดือนที่ผ่านมา โจเขียนรายงานเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนมนุษย์ระหว่างประเทศอินเดียกับญี่ปุ่น (เช่น การท่องเที่ยว การอพยพ และ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา เป็นต้น) เพราะว่าปีนี้เป็น “ปีแห่งการแลกเปลี่ยนที่เป็นมิตร ระหว่างอินเดียกับญี่ปุ่น” 

นอกจากนี้แล้ว มีหลายเรื่องที่ทำให้โจรู้สึกเสียใจ/ผิดหวังมาก โจก็เลยไม่ได้มีอารมณ์ทำอะไรเลย แต่ในที่สุด เมื่อเขียนรายงานเกือบจะเสร็จ และ  ค่อยๆปรับปรุงตัวเองกับสถานกาณ์ตอนนี้ จึงเริ่มรู้สึกว่าอยากจะทำหลายสิ่งอีกครั้ง

ยังรู้สึกขี้เกียจที่จะหาอาจารย์ใหม่ (อาจารย์ที่โจเคยเรียนมาไปต่างประเทศแล้ว) แต่อยากจะเรี่มใหม่เร็วๆ รู้สึกว่าการเขียนไดอารี่โดยใช้ภาษาไทยทำให้โจรู้สึกดีขึ้น (รู้สึกว่าเหมือนกับการทำสมาธิ)  

Tuesday, 18 October 2016

สะพาน

วันนี้โจไปสถานทูตไทยที่อยู่ที่สิงคโปร์เพื่อ(มาลงชื่อ)ในสมุดลงนามถวายอาลัยแค่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตัวเองไม่ใช่เป็นคนไทยและคิดว่าความรักของตัวเองต่อในหลวงไม่เหมือนกันกับคนไทย แต่โจก็รักในหลวงมากและ รู้สึกเสียใจมากเหมือนคนไทย
ประมาณ ๑๒ ปีที่แล้วที่โจไปเที่ยวไทยเป็นครั้งแรก โจรู้สึกตกใจและประทับใจมากที่รู้ว่าคนไทยทุกคนรักในหหลวงมาก (คนญี่ปุ่นก็รักจักรพรรดิญี่ปุ่น แต่ลักษณะความรักไม่เหมือนกันและ ไม่ค่อยมีภาพจักรพรรดิญี่ปุ่นเหมือนไทย)
หลังจากโจเริ่มชอบประเทศไทยมาก โจเอาภาพในหลวงตั้งไว้ที่โต๊ะทำงาน เพราะว่าโจคิดว่าท่านเป็นสัญลักษณ์ไทยและถ้าดูภาพในหลวง สามารถรู้สึกว่าตัวเองเหมือนอยู่ที่ไทยได้ และหวังว่าตัวเองสามารถเข้าใจสังคมไทยกับความรู้สึกคนไทยด้วย (เพื่อนร่วมงานหลายคนอาจะคิดว่าโจเป็นคนแปลกหรือเข้าใจผิดว่าโจเป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น)  
หลังจากในหลวง เสียชีวิต บทความของ Bangkok Post บอกว่าในหลวงเป็นสะพานระหว่างอดีตกับปัจจุบัน  ประเพณีกับสมัยใหม่ และสัญลักษณ์กับความสมจริง (a bridge between the country’s past and present, the traditional and the modern, the symbolic and realistic)
http://www.bangkokpost.com/news/general/1109925/end-of-an-era
แต่โจคิดว่านอกจานี้แล้วในหลวงเป็นสะพานระหว่างโจกับไทยด้วยและรู้สึกขอบคุณมาก
ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย
หลังจากมาสิงคโปร์ โจยุ่งมากขึ้นและไม่ได้มีโอกาสเรียนภาษาไทย วิจัยเศรษฐกิจไทย และ ไปเที่ยวไทย คิดถึงชีวิตประจำวันเมื่อก่อน



Monday, 26 October 2015

ไม่ได้เขียนไดอารี่นานๆ

หลังจากโจย้ายมาทำงานที่สิงคโปร์ ราวๆ ๖ เดือนผ่านไปแล้ว ใน ๖ เดือนที่ผ่านมาไม่ได้เขียนภาษาไทยเลย รู้สึกว่าตัวเองลืมการสะกดภาษาไทยทั้งหมดแล้ว (เขียนไดอารี่ครั้งนี้ก็เลยใช้เวลานานกว่าเมื่อก่อน) บริษัทของโจให้โจมีโอกาสทำงานที่ธนาคารสาขาสิงคโปร์ และโจทำงานแผนกเกี่ยวกับกลยุทธ์ธุรกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเซีย รู้สึกตกใจมากและรู้สึกเป็นพรหมลิขิตที่ตัวเองมาทำงานที่นี่ เพราะว่าก่อนโจรู้ว่าตัวเองจะมาทำงานที่นี่ โจอ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์ (อัตชีวประวัตของ ลี กวนยู กับประวัติศาสตร์สิงคโปร์) โดยบังเอิญ

การทำงานของที่นี่คล้ายกันกับบริษัทตัวเอง แต่กว่าจะเคยชินกับสถานการณ์ใหม่ต้องใช้เวลามากกว่า ๕ เดือน เพราะว่าบรรยากาศกับวัฒนธรรมของธนาคารไม่เหมือนกันกับบริษัทของโจเลย (ไม่อยากเชื่อว่าบริษัทของโจก็เป็นบริษัทของกลุมการเงินเดียวกันและไม่อยากเชื่อว่าเจ้านายของบริษัทโจหลายคนมาจากธนาคาร) เปรียบเทียบกับสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจ รู้สึกว่าธนาคารเข้มงวดกับทุกอย่างและมีระเบียบมาก (รู้สึกว่ายไม่ค่อยมมีเสรีภาพในการทำงานและตอนแรกรู้สึกอึดอัดกับสาถานการณ์ใหม่) คิดว่าการทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษและการอาศัยอยู่ต่างปรเทศไม่ค่อยเกี่ยวกับความเหนื่อยนี้ จริงๆแล้วอาจจะมีเวลาว่างมากกว่าที่ญี่ปุ่น (สามารถกลับบ้านก่อน ๒ ทุ่มได้และไม่ต้องไปทำงานวันเสาร์อาทิตย์ด้วย) แต่หลังจากทำงานรู้สึกเหนื่อยมากกว่าญี่ปุ่นและพักผ่อนเท่าไรก็ยังรู้สึกเหนื่อย ดังนั้นไม่ได้มีอารมณ์เรียนภาษาไทย/ไปเที่ยวต่างประเทศเลย  (จริงๆแล้วนอกจากการเปลี่ยนบริษัทแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้โจรู้สึกเหนื่อยและไม่สบายด้วยเช่น มลพิษทางอากาศ ความหนาวของออฟฟิศ และ เตียงใหม่(ไม่เหมาะสมกับตัวเอง?) เป็นต้น เข้าใจว่าตัวเองตัวไม่แข็งแรงเลย ก่อนมาที่นี้โจคิดว่าตัวเองจะไปเที่ยวไทยบ่อยๆ แต่ไม่ได้ไปเที่ยวเลย 


แต่ในที่สุดเดี๋ยวนี้เรีมรู้สึกว่าตัวเองเคยชินนิดหน่อยและไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อน จึงอยากจะทำหลายสิ่งที่ไม่สามารถทำได้เช่นเรียนภาษาไทยโดยเขียนไดอารี่เกี่ยวกับความคิดเห็นที่โจคิด หลังจากมาที่นี้ เรียนภาษาอังกฤษ เขียนรายงานทางการศึกษา ออกกำลังกาย และ ไปเที่ยวในสิงคโปร์และต่างประเทศด้วย