Sunday, 31 July 2011

การขายปลีกในประเทศญี่ปุ่น

วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับการขายปลีกในประเทศญี่ปุ่นที่น่าสนใจ
บทความนี้บอกว่าการตลาดในญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงเพราะว่ามีจำนวนคนแก่มากขึ้น(ที่ญี่ปุ่นคนแก่มีทรัพย์สินมากดันนั้นการตลาตสำหรับคนแก่ก็เลยมีความสำคัญมากขึ้น)


นักเขียนอธิบายเรื่องนี้โดยใช้ตัวอย่างของ“ร้านกาแฟอุเอะชิม่า”
เทียบกับร้านกาแฟอื่นแล้ว ร้านกาแฟอุเอะชิม่าเหมาะสำหรับคนแก่มากกว่าเพราะว่าฟอนต์ของเมนูมีขนาดใหญ่และไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ(ส่วนใหญ่เขียนโดยใช้อักษรจีน) ไม่มีอาหารที่เคี้ยวยาก โต๊ะส่วนใหญ่ไม่สูง พนักงานบริการเอากาแฟกับอาหารมาให้ถึงโต๊ะ(ลูกค้าไม่ต้องไปรับด้วยตัวเอง)
โจก็เคยไปร้านกาแฟนั้นแต่ไม่เคยรู้สึกว่าร้านกาแฟนี้เป็นร้านสำหรับคนแก่
นักเขียนชี้ให้เห็นว่าการตลาดสำหรับคนแก่ต้องไม่บอกให้คนแก่รู้ว่าร้านนั้นเป็นร้านสำหรับคนแก่เพราะว่าคนแก่ไม่อยากให้คิดว่าเขาแก่แล้วและไม่ชอบการโฆษณาสำหรับคนแก่ รู้สึกว่าการตลาดสำหรับคนแค่ยาก

<อ้างอิง>Turning silver into gold (Jul 30th 2011 From The Economist)
               Ueshima coffee shop (http://www.ueshima-coffee-ten.jp/)

Sunday, 24 July 2011

เอมี ไวน์เฮาส์

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔
วันนี้โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่านักร้อง เอมี ไวน์เฮาส์ เสียชีวิตแล้ว (เขาอายุเท่ากับโจ)
โจก็เคยฟังเพลงของเขาบ่อยและรู้สึกเสียใจมาก 
ขอให้เขาไปสู่สุคติ

นโยบายของอเมริกา/โปรแกรมแสตมป์อาหาร

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔
วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับนโยบาย“โปรแกรมแสตมป์อาหาร”ของอเมริกา

ตั้งแต่เศรษฐกิจของอเมริกาแย่ลงในปี ๒๕๕๑ จำนวนคนที่รับแสตมป์อาหารเพิ่มขึ้นและตอนนี้ ทุก ๑ ใน ๗คนรับแสตมป์อาหาร แต่เดี๋ยวนี้รัฐบาลคิดว่าอยากให้งบประมาณของโปรแกรมนี้ลดลงเพราะว่าสถานการณ์ทางงบประมาณรัฐบาลก็มีปัญหามาก
บางคนไม่ยอมรับความคิดนี้ของรัฐบาลเพราะว่าเศรษฐกิจของอเมริกายังไม่ดี (เดี๋ยวนี้อัตราการตกงานก็เพิ่มขึ้น) นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายของอาหารสำหรับคนยากจนก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ราวๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนที่รับแสตมป์อาหารเป็นเด็กกับคนแก่และแค่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของคนที่รับแสตมป์อาหารมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน

แต่บางคนชี้ให้เห็นว่านอกจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจแล้วการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมนี้ก็ทำให้จำนวนคนที่รับแสตมป์เพิ่มขึ้นด้วย (รัฐบาลผ่อนคลายระเบียบทำให้การรับแสตมป์อาหารง่ายขึ้น)
นอกจากนี้ อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายสำหรับโปรแกรมนี้สูงกว่าค่าใช้จ่ายของมาตรการอื่นสำหรับคนยากจนด้วย
ในบทความนี้นักเขียนไม่บอกว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร โจก็ไม่รู้ว่าการลดลงของงบประมาณโปรแกรมนี้เป็นเรื่องดีหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าโปรแกรมนี้จะไม่ทำให้คนจนมีความสามารถในการหาเลี้ยงตัวเองได้และเป็นอิสระจากความช่วยเหลือของรัฐบาล
โจคิดว่าการให้แสตมป์อาหารไม่พอ รัฐบาลต้องทำให้คนยากจนมีความสามารถที่จะซื้ออาหารโดยใช้รายได้ของเขาเองด้วย แต่ไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมอะไรในอเมริกาจะเจริญในอนาคต และไม่รู้ว่าคนตกงานจะต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมอะไรดี

คิดว่าจะใช้เวลานานในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้
  
<อ้างอิง> Food stamps /The struggle to eat (Jul 14th 2011)

Sunday, 17 July 2011

เศรษฐกิจของอิตาลีกับยุโรป

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุโรปและรู้สึกว่าโจล้าหลังกว่าความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ 
สมัยโจวิจัยเศรษฐกิจยุโรปและเขียนรายงานเรื่องนั้น(ตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้วถึงเดือนมีนาคมปีนี้)ทุกวันโจอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายงาน เกี่ยวกับยุโรปและตรวจสถิติของหลายประเทศในยุโรป เวลานั้น ประเทศ PIGS(ประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน)มีปัญหาทางงบประมาณภาครัฐและประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกสได้ขอความช่วยเหลือจาก  IMF กับ EU  

ตอนนั้นโจคิดว่าประเทศ สเปนก็จะเป็นรายต่อไปด้วย  แต่ตั้งแต่โจเข้าร่วมโปรเจ็คต์ในรัฐบาลโจไม่ค่อยมีเวลาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและไม่รู้ว่าตลาดการเงินในยุโรปเป็นอย่างไรบ้าง
บทความใน “The Economist” บอกว่าเดี๋ยวนี้นอกจากเศรษฐกิจของ PIGS แล้ว สถานการณ์ทางงบประมาณภาครัฐของประเทศอิตาลีก็ทำให้นักลงทุนกลัวและทำให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น นักเขียนของบทความนี้ชี้ให้เห้นว่าเศรษฐกิจของอิตาลีใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่๓ในยุโรปและจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศอื่น(เศรษซฐกิจโลก)แย่ลงตามไปด้วย

หลังจากโจอ่านบทความนี้โจรู้สึกว่าเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงเร็วจริงๆและรู้สึกว่าต้องอ่านหนังสือพิมพ์ บ่อยๆ ถึงแม้ว่าไม่ค่อยมีเวลา เพราะไม่อยากล้าหลังเกี่ยวกับเรื่องสำคัญของเศรษฐกิจ
จริงๆแล้วเดี๋ยวนี้โปรเจ็คต์ของโจยุ่งมากขึ้นและทำให้ไม่ได้ทำสิ่งที่โจอยากทำเช่นเรียนภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ไปออกกำลังกาย เป็นต้น (เรื่องนี้เป็นเป้าหมายในปีนี้)
อยากจะใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

<อ้างอิง>
On the edge (Jul 14th  2011 From The Economist )
The road to Rome  (Jul 14th  2011 From The Economist )
Huge mess,untidy solutions (Jul 14th  2011 From The Economist )

Sunday, 12 June 2011

เศรษฐกิจของกรีซ


วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับเศรฐกิจของกรีซ
นักเขียนบทความนี้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ทางงบประมาณภาครัฐของกรีซแยลงมากกว่าปีที่แล้ว

ในเดือนเมษายนปีที่แล้วรัฐบาลของกรีซได้ขอความช่วยเหลือจาก IMF กับ EU เพราะนักลงทุนมีความกลัวเกี่ยวกับปัญหางลประมาณของกรีซซึ่งทำให้อัตราดอกเบี่ยของพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น ผลให้การยื่มเงินจากตลาดเงินทำได้ยากขึ้น



เมื่อIMF กับ EU ปล่อยเงินยืมเงินกู้ให้กรีซ IMF กับ EU จึงได้ให้รัฐบาลกรีซเปลี่ยนแลงนโยบายทางงบประมาณ เช่นปรับเพิ่มอัตราการจ่ายภาษีและลดการใช้จ่ายของรัฐบาลลง แต่นโยบายนี้ทำให้สถานการณ์ทางงบประมาณภาครัฐแยลงเพราะว่านโยบายนี้ทำให้เศรษฐกิจแยลงมากๆและรายได้จากการเก็บ รัฐบาลจึงดิดจะขายทรัพย์สินของรัฐเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ 

บางคนบอกว่านโยบายใหม่นี้ก็ไม่สามารถทำให้รัฐบาลกรีซหาเงินมาได้เพียงพอต่อการชำระหนี้และจะต้องยอมรับการผิดนัดชำระหน้ในอนาคต
หลังจากโจอ่านบทความนี้โจรู้สึกลัวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะรับปัญหาเดียวกันกับรัฐบาลในอนาคต
ตั้งแต่ ราวๆ ๑๕ ปีที่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณมากและทุกคนรู้ว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้เร็ว 
แต่นักการเมืองยังไม่ได้แก้ปัญหาเลยเพราะว่านักการเมืองรู้ว่าถ้าเขาบอกว่าเขาอยากจะเพิ่มอัตราภาษีและลดการใช่จ่ายของรัฐบาลลง ประชาชนจะไม่เลือกเขา
โจรู้สึกว่าบางคนเห็นแก่ตัวเพราะพวกเขาบอกว่ารัฐบาลจะต้องประหยัด
แต่เขาไม่พอใจกับที่จะได้รับเงินจากรัฐบาลลดลง และไม่อยากจะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น
ถ้าพวกเขาไม่เปลี่ยนความคิดนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะแก้ปัญหาไม่ได้
แต่ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนนโยบายทางงบประมาณ์จะทำให้สถานการณ์แยลงย่างกรีซหรือเปล่า

<อ้างอิง >
Greece's debt crisis/Bail-out 2.0 (Jun 9th From The Economist)
It's all Greek to them (Jun 9th From The Economist)
Europe's debt crisis/World's worst menu (May 26th From The Economist)

Friday, 10 June 2011

การดูหนัง เรื่อง“การคืนชีพ (Resurrection)”

วันที่ ๒ มิถนายน ๒๕๕๔

วันนี้โจดูหนัง เรื่อง“การคืนชีพ” 
 หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีจิตของนักร้อง/แร็ปเปอร์ “ทูแพ็ก”
เดี๋ยวนี้เพื่อนของโจที่ชอบฮิปฮอปแนะนำให้โจรู้จักกับทูแพ็กและโจก็เริ่มรู้สึกสนใจชีวิตของเขา
ทูแพ็กเป็นคนมืดและเกิดในสลัมที่ประเทศอเมริกา เขารู้สึกไม่พอใจกับการเหยียดผิวและไม่พอใจที่คนมืดมีฐานะยากจนมาก หลังจากทูแพ็กเข้าโรงเรียนมัธยม เขาเริ่มร้องเพลงฮิปฮอปและเริ่มรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมในอเมริกาด้วยการร้องเพลง เนื้อเพลงของเขาก็เลยมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสังคมเช่น การเหยียดผิว ความยากจน และความเหลื่อมล้ำเป็นต้น เนื้อเพลงของเขามาจากความรู้สึกจริงๆและเพลงของเขาทำให้คนที่มีปัญหาอยู่รักเขามาก

จริงๆแล้วเขาก็มีข้อบกพร่องมากและก็มีคนเกลียดเขามาก บางทีกิริยาของเขาไม่ดีเลย เขาเคยถูกจับหลายครั้งและสุดท้ายเขาก็ถูกฆ่า (เขาเสียชีวิตเมื่ออายุ ๒๕ ปี)
แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว ๑๔ ปีก็ตาม แต่สำหรับคนที่ชอบฮิปฮอป ทูแพ็กก็ยังมีชื่อเสียงมาก ถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่เนื้อเพลงของเขาก็ยังอยู่(ไม่รู้ว่าการที่ยังมีคนชอบเนื้อเพลงของเขาอยู่นั้นมีความหมายว่าสังคมยังไม่เปลี่ยนแปลงและยังมีปัญหามากอยู่หรือเปล่า)

หลังจากโจดูหนังเรื่องนี้โจรู้สึกแปลกใจเพราะว่านอกจากทูแพ็กแล้วยังมีนักร้องคนอื่นในอเมริกาที่ร้องเพลงเกี่ยวกับปัญหาสังคมเหมื่อนกัน แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้วไม่ค่อยมี เพลงแบบนั้น เนื่อเพลงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องธรรมดาเช่นความรัก มิตรภาพและความสุขเป็นต้น 

 

แต่โจรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาและก็มีคนที่ไม่พอใจและอยากจะเปลี่ยนสังคมมากแต่ไม่รู้ว่าทำไมนักร้องญี่ปุ่นถึงไม่ค่อยร้องเพลงเกี่ยวกับปัญหาสังคมและก็ไม่รู้ว่าทำไมผู้ฟังถึงไม่ค่อยสนใจเนื้อเพลงแบบนี้

<อ้างอิง >Tupac/Resurrection, The rose that grew from the concrete

Sunday, 5 June 2011

แม่ชีเทเรซา กับ เลดี้กาก้า

วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๔

วันนี้โจอ่านบทความที่น่าสนใจ
บทความเรื่องนี้เกี่ยวกับ เลดี้กาก้า กับ แม่ชีเทเรซา
นักเขียนบทความนี้บอกว่า เลดี้กาก้าคล้ายกับแม่ชีเทเรซา
จริงๆแล้วมีความแต่กต่างอย่างมากระหว่าง ๒ คน เช่นเลดี้กาก้าชอบใส่เสื้อผ้าแปลกๆและเปลี่ยนเสื้อผ้ามากกว่า ๒๐ ครั้งในคอนเสิร์ต (ในทางกลับกัน แม่ชีเทเรซาใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกันตลอด)
แต่นักเขียนบอกว่าทัง ๒ คนมีความคล้ายกันมากกว่าความแตกต่าง
เขาชี้ให้เห็นว่า ทั้ง ๒ คนมีความเป็นผู้นำและมีคนที่นับถือมาก
ทั้ง ๒ คนช่วยคนที่มีลำบาก :แม่ชีเทเรซาไปเยี่ยมคนป่วยและส่งเงินให้เขามาก  เลดี้กาก้าปกป้องสิทธิเกย์/เล็สเบียนและส่งเงินให้ประเทศที่มีปัญหา
ทั้ง ๒ คนทำงานหนักมากๆและเสียสละเพื่อคนอื่นอื่น:แม่ชีเทเรซาตื่นเวลา ตี ๔ ๔๐ ทุกวัน
เลดี้กาก้ามีวันหยุดแค่วันคริสต์มาสเท่านั้น ทั้ง ๒ คนติดต่อกับคนที่รักเขาเป็นประจำ แม่ชีเทเรซาเจอกับหลายๆคนทุกวัน เลดี้กาก้าติดต่อกับแฟนคลับโคยใช้เฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์

นอกจากนี้นักเขียนบอกว่าทั้ง ๒ คนพูดเรื่องของพวกชิวิตเขาให้ทุกคนที่รักเขาผฟังด้วย
ก่อนอ่านบทความนี้โจไม่เคยคิดว่าเลดี้กาก้าคล้ายกับแม่ชีเทเรซา โจก็ชอบเลดี้กาก้าแต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไม่นักเขียนคิดว่าลเดี้กาก้าคนเดียวคล้ายกับแม่ชีเทเรซาเพราะว่ามีนักร้องคนอื่นที่ทำงานหนักๆและช่วยคนที่ลำบากเช่นกัน



<อ้างอิง>
The angel and the monster (From The Economist Jun 2nd  2011 )

Saturday, 28 May 2011

สอบวัดระดับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔

วันนี้โจรู้สึกดีใจมากที่ได้รู้ว่าโจสอบผ่านแล้ว


ตอนปีใหม่โจเขียนเป้าหมายของปี ๒๕๕๔ ไว้ว่าอยากจะสอบผ่านการสอบวัดระดับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทยระดับ ๒


ตอนแรกโจจะเข้าสอบในวันที่ ๑๒ มีนาคม แต่เมื่อวันที่ ๑๑ มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นจึงทำให้วันสอบเปลี่ยนเป็นวันที่ ๑๐ เมษายน หลังจากเกิดแผ่นดินไหว เกิดหลายอย่างขึ้นและไม่ได้เรียนเลย ตอนโจเข้าสอบเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน โจรู้สึกว่าขอสอบยากมา คิดว่าสอบผ่านรึป่าวขึ้นอยู่กับดวง
(ต้องได้คะแนนมากกว่า ๘๐ จึงจะสอบผ่านก รู้สึกว่าตอบถูกประมาณ ๗๐ เปอร์เช็นต์ อีก ๓๐ เปอร์เช็นต์ ไม่แน่ใจว่าตอบถูกหรื่อไม่)

การสอบครั้งนี้ทำให้โจชอบประเทศไทยมากขึ้น
โจอยากจะสอบวัดระดับ ๑ แต่ไม่รู้ว่าการสอบวัดระดับ ๑ จะมีเมือไร เพราะว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการสอบวัดระดับ ๒ และมีจำนวนแค่ราวๆ ๑๐๐ คนเท่านั้นที่สอบผ่าน
นอกจากสอบวัดระดับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว
โจอยากจะสอบภาษาไทยด้วย









<English version (Abstract) >
I'm so happy to know that I passed the "Thai test level 2" (examination of Thai culture,society,history etc) .
After the big earthquake happened in Japan I couldn't have enough time to study. So I had thought that whether or not I passed this test might depend on how lucky I was.
Not only "Thai test",I would like to have Thai language test.

Sunday, 22 May 2011

ตลาดแรงงานในวงการการเงิน

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔
๓ อาทิตย์ที่แล้วโจอ่านบทความเรื่องเกี่ยวกับตลาดแรงงานในวงการการเงิน
หลังจากเกิดวิกฤตการเงินในโลกปี ๒๕๕๑ นักศึกษาที่อยากจะทำงานในธุรกิจการเงินลดลง เพราะทุกคนรู้สึกว่าการทำงานในธุรกิจการเงินมีความเสี่ยง ตกงานง่าย นอกจากนี้แล้วทุกคนเริ่มรู้สึกว่าคนที่ทำงานในธุรกิจการเงินมีความโลภมาก

แต่นักเขียนของบทความนี้บอกว่าเดี๋ยวนี้คนที่อยากจะทำงานในธุรกิจการเงินมีจำนวนมากขึ้น
แต่เขาชี้ให้เห็นว่าความคิดของนักศึกษาในสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อน
สมัยก่อนส่วนใหญ่อยากจะทำงานที่อเมริกาหรือยุโรป แต่เดี๋ยวนี้อยากทำงานที่เอเชีย (เช่น เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และ อินเดีย เป็นต้น)มากขึ้น

ดูเหมือนว่าคนที่อยากจะทำงานในเอเชียนั้นคิดว่าเศรษฐกิจของอเมริกากับยุโรปจะยังไม่ดีขึ้น และค่าแรงก็ไม่ค่อยดีนอกจากนี้แล้วนักศึกษายังกลัวว่ารัฐบาลที่มีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณจะทำให้ภาษีแพงขึ้น
ถึงแม้ว่าค่าแรงที่เอเชียจะน่อยกว่าอเมริกากับยุโรบก็ตามแต่ราคาของก็ถูกกว่าและคุณภาพชีวิตก็ดีกว่า


นักเขียนบอกว่ากระแสการเงินของโลกขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของจีน แต่เขาไม่บอกว่าเศรษฐกิจของจีนจะเป็นยังไง
บางคนบอกว่าตอนนี้เศรษฐกิจของจีนอยู่ในภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่และกำลังจะแย่ลง
โจไม่รู้ว่าจีนอยู่ในเศรษฐกิจฟองสบู่หรือเปล่า แต่คิดว่าถ้าเศรษฐกิจของจีนจะแย่ลงเศรษฐกิจโลกก็แย่ลงตามด้วย

<อ้างอิง>
Go east young money man (The Economist Apr 14th 2011)
BRIC wall (The Economist Apr 14th 2011)

Saturday, 14 May 2011

๒ เดือนหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม

ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหที่ญี่ปุ่น เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว
ใน ๒ เดือนนี้มีหลายอย่างเกิดขึ้นและไม่ได้เขียนไดอารี่ สำหรับโจ ๒ เดือนนี้ไม่นานเลย จริงๆรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก

ในตอนปลายเดือนมีนาคมเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ขึ้นและมีอะไรหลายย่างเปลี่ยนแปลงไป
มีคนที่คิดว่าการอยู่ที่ภาคตะวันออกในญี่ปุ่นอันตรายมากขึ้นและต่างชาติหลายคนกลับประเทศ ร้านขายของขาดแคลนของเพราะทุกคนกลัวว่าของจะขาดและซื้อของเก็บมากไป (การซื้อของเก็บมากเกินไปทำให้คนอื่นกลัวว่าของจะขาด) เพื่อประหยัดไฟฟ้าทุกร้านปิดเร็วและจำนวนรถไฟฟ้าลดลง โจรู้สึกว่าอะไรๆในโตเกียวเปลี่ยนไปแล้ว
 ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นก็ยังมีปัญหาอยู่และบางคนคิดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะแย่ลง แต่เทียบกับปลายเดือนมีนาคมโจรู้สึกว่าตอนนี้เราเริ่นคุ้นชินกับสถานการณ์นี้และรู้สึกดีขึ้น

นอกจากแผ่นดินไหวแล้วการทำงานที่ใหม่ ทำให้โจยุ่งมากและรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก
ตั้งแต่เมษายนบริษทของโจทำให้โจต้องไปทำงานที่สำนักการวิจัยเศรษฐกิจกับสังคมที่อยู่ในรัฐบาล โจเข้ารวมโปรเจ็คต์ที่วิจัยและเปลี่ยนระบบ GDP ของญี่ปุ่น แต่โจยังไม่เข้าใจระบบและไม่เข้าใจว่าต้องทำยังไงดี โจก็เลยต้องเรียนมากๆ
โจเสียใจที่รู้ว่โปรเจ็คต์นี้มีการประชุมทกวันจันทร์หรือวันศุกร์จึงคิดว่าจะได้ไปเที่ยวไทยยากมาก
จริงๆโจยุ่งมากแต่ในปลายเดือนเมษายนโจไปเที่ยวที่เกาะมิยะเกกับเพื่อนร่วมงาน เกาะมิยะเกอยู่ที่ทางตะวันออกเฉียนใต้ของญี่ปุ่น
เกาะมิยะเกมีชื่อเสียงจากภูเขาไฟระเบิดในปี ๒๕๔๓ และคนในเกาะมิยะเกทุกคนต้องอพยพแต่ว่า ตั้งแต่เมื่อ ๕ ปีที่แล้วรัฐบาลอนุญาตให้กลับเกาะมิยะเกได้ 
โจกับเพื่อนเล่นดำน้ำและเล่นกับปลาโลมา สนุกมากแต่น้ำเย็นมากๆ คราวหน้าอยากจะดำน้ำที่ทะเลอุ่น

เฮ้ออออ ไม่ได้พิมพ์ภาษาไทยราวๆ ๒ เดือนและรู้สึกว่าการพิมพ์ภาษาไทยยากมากๆ

 <English version(abstract)>
Two months had passed since the big earthquake happened in Japan.
I feel that life in Tokyo changed so much in this two months. 
Working in the new office also makes me so busy (There are many things I have to learn).
However,I am really glad to enjoy holidays with my new colleague in the end of April at Miyake island. 

Saturday, 26 March 2011

ราคาน้ำมันกับปัญหาในแอฟริกาเหนือกับตะวันออกกลาง

 วันที่ ๗ กุมภาพันธ์


เดี๋ยวนี้นิตยสารกับหนังสือพิมพ์มีบทความเกี่ยวกับราคาน้ำมันมาก

มีคนบอกว่าตั้งแต่มิถุนายนในปีที่แล้วราคาน้ำมันแพงขึ้นเพราะว่าคณะกรรมการธนาคารในสหรัฐเริ่มนโยบายชื่อ “QE2 (Quantitative Easing 2 มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ๒  )” เพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และนโยบายนี้เพิ่มการลงทุนในตลาตน้ำมันด้วย นอกจากนี้ปัญหาเกี่ยวกับการเมืองที่กำลังเกิดอยู่ที่ประเทศในแอฟริกาเหนือกับตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น

บางคนคิดว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้นเรื่อยๆเพราะว่าแก้ปัญหาในแอฟริกาเหนือกับตะวันออกกลางยากมาก นอกจากนี้การเพิ่มอุปสงค์น้ำมันของประเทศกำลังพัฒนาก็ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น
แต่โจอ่านบทความที่ชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำมันถูกกว่าปี ๒๕๕๑ (ตอนนี้ราคาน้ำมัน คือบาร์เรลละราวๆ ๑๐๐ ดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๕๑ ราคาน้ำมัน คือบาร์เรลละมากกว่า ๑๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ ) เพราะว่าเรารู้ว่าการผลิตน้ำมันของประเทศที่กำลังมีปัญหาหนักผลิตได้น้อย





มีคนคิดว่าแม้ว่าการส่งออกน้ำมันของบางประเทศเช่นประเทศลิเบียกับประเทศแอลจีเรียจะหยุด ประเทศซาอุดิอาระเบียสามารถเพิ่มการผลิตกับการส่งออก นักลงทุนคิดว่าประเทศซาอุดิอาระเบียจะไม่มีปัญหา แต่โจอ่านบทความอื่นที่บอกว่าประเทศซาอุดิอาระเบียก็มีปัจจัยเสี่ยงที่การส่งออกน้ำมันจะหยุด ประชาชนของประเทศซาอุดิอาระเบียก็กำลังอยากเปลี่ยนระบบการเมืองเพราะว่าประเทศซาอุดิอาระเบียไม่มีการเลือกตั้งและทุกคนไมพอใจกับช่องว่างระหว่างวัยของประชาชนกับนักการเมือง
๗๐ เปอร์เซ็นต์ประชาชนอายุน้อยกว่า ๓๐ ปี แต่นักการเมืองอายุเฉลี่ย ๖๕


หลังจากโจอ่านบทความนี้โจคิดหลายอย่างเพราะไม่เคยเหนบทความที่บอกว่าถ้าการส่งออกน้ำมันของประเทศซาอุดิอาระเบียหยุดราคาน้ำมันกับเศรษฐกิจในโลกจะเป็นยังไง
มีคนบอกว่าประเทศที่นำเข้าน้ำมันต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อหาพลังงานทดแทน แต่โจคิดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ใช้เวลานานและเราต้องห้าวิธีที่ไม่ใช้เวลานานแต่ไม่รู้ว่าทำอะไรดี


<อ่างอิง>
Royal family is rattled to(The Economist Feb 17th 2011)
Oil shock 2011  (The Economist Feb 17th 2011) )
Living with bad neighbors (The Economist Mar 5th 2011)



<Abstract>
There are many articles that are related to the oil market in recent newspapers & magazines.
Many articles focus demonstrations in north African countries and Saudi Arabia, which has biggest production.
However ,I could not find the articles that predict what would happen if oil production & export in Saudi Arabia would stop. They say oil import countries should prepare for the oil supply shock, but they do not mention details.what can we do in short time?

Sunday, 27 February 2011

เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ


วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องเงินเฟ้อของประเทศอังกฤษ

วันที่ ๑๕ ที่ผานมาสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS: Office for the national statistics) ตีพิมพ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในมกราคมปีนี้คือ ๔ เปอร์เซ็นต์ (ดรรชนีราคาผู้บริโภคแพงขึ้น ๔ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว )
สำหรับธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ( BOE: Bank of England) เรื่องนี้เป็นเรื่องลำบากเพราะ BOE ต้องรักษาเสถียรภาพดรรนีราคาผู้บริโภคและต้องป้องกันอัตราเงินฝืดกับเงินเฟ้อไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป


เป้าหมายของ BOE เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อคือ ๒.๐ เปอร์เซ็นต์ (รัฐบาลยอมรับ การเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระหว่าง ๑ ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อขึ้นหรือลงเกินกว่าอัตราที่ยอมรับ ผู้บริหารของBOE ต้องชี้แจงให้รัฐบาลรู้ว่าทำไมอัตราเงินเฟ้อขึ้นหรือลง ถ้ารัฐบาลคิดว่านโยบายของ BOEไม่ดีและ BOEทำผิด ผู้บริหารของ BOE ต้องลาออก) 
มีคนบอกว่า BOE จะทำให้อัตราดอกเบิ้ยเงินกู้จาก BOE ให้กับธนาคารเอกชนสูงขี้น เพราะว่าถ้าอัตราดอกเบิ้ยสูงขี้น อัตราดอกเบิ้ยเงินกูจากธนาคารเอกชนถึงผู้บริโภคกับบริษัทก็จะสูงขึ้นด้วย ถ้าการกู้เงินยากขี้นการบริโภคกับการลงทุนในประเทศมักจะลดลง ในกรณีที่อุปสงค์น้อยกว่าอุปทาน ราคาในตลาตมักจะลดลงเพื่อสร้างสมดุลกัน

แต่บทความนี้ชีให้เห็นว่าสำหรับ BOE การ เพิ่มขี้นของอัตราดอกเบิ้ยนั้นทำได้ยากมากเพราะว่าตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศ อังกฤษยังไม่ดีและบางคนกลัวว่าการเพิ่มขี้นของอัตราดอกเบิ้ยทำให้เศรษฐกิจ แย่ลง

โจก็ตรวจสอบเกี่ยวอัตราเงินเฟ้อของประเทษอังกฤศตัวเองและคิดว่า BOEไม่ต้องขึ้นอัตราดอกเบิ้ย เพราะว่าตั้งแต่ มกราคมที่ผ่านมารัฐบาลทำให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นจาก ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ การขึ้นภาษีนี้ทำให้อัตราเงินเฟ้อขึ้นอีก ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาลยังคงใช่ภาษี ๒๐ เปอร์เช็นต์ตอไป ผลกระทบจากการขึ้นภาษินี้จะหายไปในปี ๒๕๕๕ นอกจากนี้การขึ้นราคาน้ำมันกับอาหารทำให้อัตราเงินเฟ้อขี้นอีก ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาน้ำมันกับรากาอาหารในตลาตโลกกำลังขี้น โจก็เลยคิดว่การขึ้นดอกเบี้ยของ BOE ไม่มีผลที่จะทำให้ราคาลดลงได้ 

เดี๋ยวนี้บางประเทศ (นอกจากญี่ปุ่น) มีปัญหาที่เหมือนกับประเทศอังกฤษคือstagflation (←เศรษฐกิจยังไม่ดีแต่ราคาแพงขี้น)
ประมาณ ๑ เดือนที่แล้วประเทศในตะวันออกกลางมีปัญหามากและปัญหานี้ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นมาก โจกลัวว่าราคาเครื่องบินก็แพงขึ้นตาม

<อ่างอิง>
Inflation and Interest rate: Mervyn's dilemma (The Economist Feb 17th 2011)
Inflation report (Bank of England Feb 2011 )

<abstract>
I read an article about economy in UK.
Now BOE (Bank of England) faces very difficult problem : How to prevent inflation without damaging economy.
I don't think that BOE will have to rise policy rate  because main factors of current inflation are VAT rise (from 17.5% to 20.0%) and price rise of crude oil and food. The core CPI excluded tax change effect does not say that  UK is in inflation. 







Saturday, 26 February 2011

ดูหนัง “แอนนากับพราเจ้ากรุงสยาม”

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์
วันนี้โจดูหนัง “แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม”
หนังเรื่องนี้ซึ่งเกี่ยวกับรัชกาลที่ ๔ กับ พระอาจารย์

รัชกาลที่ ๔ (พระมงกุฎเกล้วเจ้าอยู่หัว) เชิญอาจารย์ผู้หญิงคนอังกฤษ (ชื่อแอนนา)มา เพื่อสอนหลายๆอย่างให้รัชกาลที่ ๕ (พระเจ้าจุฬาลงกรณ์)  

มีคนบอกว่าพระเจ้าจุฬาลงกรณ์เปลี่ยนหลายๆอย่างเช่นระบบการเมือง ระบบการศึกษา เป็นต้น เพราะว่าเขาเรียนกับพระอาจารย์แอนนาและมีความรู้เกี่ยวกับสังคมของต่างประเทศ


โจตกใจมากที่รู้ว่าพระมงกุฎเกล้วเจ้าอยู่หัวมีภรรยามากก่วา ๒๐ คน และมีลูกมากก่วา ๕๐ คน


หลังจากโจดูหนังโจตรวจเกี่ยวกับหนังนี้ในวิกิพิเดียและตกใจมากที่รู้ว่าวัดพระแก้วในหนังนี้ไม่ใช่ของจริง ตอนแรกผู้สร้างอยากจะสร้างที่วัดพระแก้วแต่ไม่ได้รับอนุญาต ในที่สุดเขาสร้างวัดพระแก้วปลอมที่ประเทศมาเลเซีย


ตอนหนังนี้เปิดตัว ตัวเอก (โจดีฟอสเตอร์)อายุ ๓๗ ปีแล้วแต่ดูอายุน้อยกว่าอายุจริง เขาสวยและน่ารักมาก


วิกิพิเดียบอกว่าเรื่องนี้มี อีก ๑ เวอร์ชั่นที่ถูกสร้าง ปี๒๙๙ (แต่ประเทศไทยห้ามไม่ให้ดูหนังนี้เพราะว่าหนังเรื่องนี้ไม่ตรงกับเรื่องจริงและบางคนคิดว่าเสียมารยาท)
อยากจะดูเวอร์ชั่นเก่า

<English version(Abstract)>
I watched the movie "Anna and the King". The story is about Thai king and the British teacher for his children. I am surprised to know that the king had more than 20 wife and more than 50 children. I am also surprised to know that the temple in this movie was not the real one. I heard that this movie has old version which was made 1956.I want to watch the old one.   

Sunday, 20 February 2011

ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์

อาทิตย์นี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร
ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ฝ่ายไทยกับกัมพูชาได้ปะทะกัน ทั้ง ๒ ประเทศส่งทหารของตนเข้าไปในเขตแดนที่กำลังมีปัญหากันอยู่

ก่อนอ่านบทความนี้โจไม่รู้ว่าทำไมทั้ง ๒ ประเทศเถียงเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร บทความนี้บอกว่า พ.ศ.๒๕๐๕ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาแต่ไม่ตัดสินว่าแผ่นดินที่อยู่รอบๆปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศไหน ดั้งนั้นตอนนี้ ๒ ประเทศจึงถกเถียงกัน


พ.ศ.๒๕๕๑ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลก ตอนแรกรัฐบาลไทยดูเหมือนจะยอมรับและสนับสนุนการขี้นทะเบียนครั้งนี้ แต่ตอนนี้รัฐบาลไทยไม่ยอมแล้ว (บางคนบอกว่าเป็นแพราะนายกเก่าทักษิณยอมรับการขึ้นทะเบียน แต่กลุ่มที่ไม่ชอบเขาและไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ก็มี เลนยกประเด็นนี้มาอีกครั้ง )


บทความนี้ไม่บอกว่าประเทศไหนถูกหรือผิดแต่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชานี้แสดงให้รู้ว่า อาเซียน(สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)ไม่มีอำนาจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในอาเซียน
บางคนบอกว่าฝ่ายประเทศไทยคิดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาเท่านันและไม่อยากให้ประเทศอื่นเข้ามาร่วมแก้ปัญหานี้ แต่ประเทศกัมพูชากลับอยากให้ประเทศอื่นรวมแก้ปัญหาด้วย ซึ่งไม่ใช่อาเซียนแต่เป็นสหประชาชาติที่อยากจะให้มาเข้าร่วมแก้ปัญหา 
 
นักเขียนบทความนี้บอกว่าถ้าเราทบทวนประวัติศาสตร์ของอาเซียนอีกครั้ง เราจะเข้าใจว่าทำไมอาเซียนไม่มีอำนาจที่จะแก้ไขปัญหา ตอนแรกอาเซียนถูกก่อตั้งพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่หลังจากสงครามในประเทศเวียดนามเสร็จสิ้นแล้ว อาเซียนยอมให้หลายประเทศเข้าร่วม เช่นประเทศเวียดนามกับลาวเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ประเทศพม่าเป็นประเทศเผด็จการทหาร เป็นต้น แต่ความคิดกับระบบการเมืองของประเทศใหม่ที่มาเข้าร่วมนั้นไม่เหมือนกับประเทศอื่น ดังนั้นจึงต้องมีการออกระเบียบใหม่ซึ่งยากขี้นและทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆก็ยากขี้นด้วย


บทความนี้บอกว่า ตอนนี้ ”นิ่งเฉย” คือ ปฏิกิริยาตอบรับปกติของอาเซียน
จริงๆแล้วบางคนในอาเซียนอยากจะเปลี่ยนสถนการณ์นี้ นักเขียนบอกว่าอาเซียนกำลังวางแผนที่จะจัดฟุตบอลโลกที่๒๕๗๓เพื่อประสานความสัมพันธ์ภายในอาเซียน

หลังจากโจอ่านบทความนี้โจไม่ค่อยเข้าใจว่าอะไรเป็นข้อดีของการเข้าร่วมอาเซียน
สำหรับนักวิจัยเศรษฐกิจอย่างโจ อยากให้อาเซียนมีสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจที่รวบรวมข้อมูลของอาเซียนและวิจัยข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลที่ได้นันเป็นหนั่งเดียวและแม่นยำมากขึ้น
เฮ้อออออออออออ เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองโดยใช่ภาษาไทยยากมาก

<ประวัติศาสตร์ของอาเซียน>
พ.ศ.๒๕๐๔:เริ่มโดย ประเทศไทย มาเลเชีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ พิลิปปินส์
พ.ศ.๒๕๒๗:ประเทศบรูไนเข้าร่วมเป็นสมาชิก
พ.ศ.๒๕๒๘:ประเทศเวียดนามเข้าร่วมเป็นสมาชิก
พ.ศ.๒๕๔๐:ประเทศลาว กับ พม่าเข้าร่วมเป็นสมาชิก
พ.ศ.๒๕๔๒:ประเทศกัมพูชาเข้าร่วมเป็นสมาชิก


<อ้างอิง>
Thai-Cambodian conflict:Temple trouble (The Economist Feb 10th 2011)
Banyan:Loose stalks posing as a sheaf (The Economist Feb 10th 2011)


<English version (abstract) >
I read articles about the conflict between Thailand and Cambodia in this week.
The articles explain the historical background of this conflict and history of ASEAN. The writer points out that this conflict shows that ASEAN does not have enough power to settle the situation and further efforts to regional integration are needed.
I recommend that ASEAN would set up the department like Eurostat to create statistics which are based on the same definition. It would contribute to the regional integration.