Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts

Saturday, 7 April 2018

คนแบบไหนเหมาะสมกับนักวิจัยเศรษฐกิจ


อาทิตย์นี้โจกับเพื่อนร่วมงานที่รุ่นเดียวกันมีโอกาสเจอกับนักศึกษาหลายคนที่รู้สึกสนใจที่จะทำงานในบริษัทของโจ โจอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของบริษัทเพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจบริษัทมากขึ้น หลังจากคุยกับพวกเขาแล้ว เพื่อนร่วมงานถามโจว่าตัวเองอยากจะทำงานกับใครและใครเหมาะสมกับการเป็นนักวิจัยเศรษฐกิจของบริษัท โจรู้สึกว่าการคุยกับนักศึกษาแค่ ราวๆ ๑ ชั่วโมงไม่เพียงพอที่จะทำให้รู้ว่าใครเหมาะสมกับการเป็นนักวิจัยเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงไม่กล้าเลือกใครโดยที่ไม่รู้รายละเอียดของพวกเขา (ไม่มีใครที่นิสัยแรงหรือแปลกมากไป โจจึงรู้สึกว่าจะทำงานกับใครก็ได้)
https://quotefancy.com/quote/1224278/Daniel-Handler-I-don-t-know-if-you-ve-ever-noticed-this-but-first-impressions-are-often

ถ้าเรากำลังจะจ้างพนักงานขายที่ต้องเจอกับลูกค้า ความประทับใจเมื่อแรกพบกับความสามารถในการสื่อสารอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  แต่โจคิดว่าสำหรับอาชีพนี้ ปัจจัยอื่นเช่น ความสามารถที่คิดให้ซับซ้อนและนานๆโดยไม่ยอมแพ้และความสนใจกับการวิจัยสำคัญมากว่าความสามารถในการสื่อสาร
แม้ว่าความประทับใจเมื่อแรกพบของพวกเขา/เธอไม่ดีเท่าไรเพราะว่าพวกเขาไม่มีความสามารถที่ดีในการสื่อสารและอธิบายความคิดเห็นไม่เก่งในการสัมภาษณ์ แต่ถ้าพวกเขามีเวลาพอ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะสามารถคิดความคิดเห็นที่ดีกว่าคนอื่น จริงๆแล้ว เพื่อนร่วมงานของโจหลายคนไม่ค่อยมีความสามารถด้านการสื่อสาร โจจึงรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานเป็นพวกถือตัวและไม่มีความเกรงใจเพราะว่าพวกเขาพูดถึงนักศึกษาที่เหมาะสมกับบริษัทโดยไม่ดูเอง ไม่รู้ว่าพวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีความสามารถในการเลือกนักศึกษาที่ดีหรือไม่ แต่ในภาษาญี่ปุ่น มีสุภาษิตที่มาจากประวัติศาสตร์ประเทศจีน 千里の馬は常に有れども伯楽は常に有らず (Senri no uma wa tsune ni aredomo hakuraku wa tsune niwa arazu) ที่มีความหมายว่า  แม้ว่าจะมีม้าที่สามารถวิ่งได้วันละ 400 กม.อยู่ แต่คนที่ขาดความสามารถในการเลือกม้าก็ไม่สามารถมองเห็นม้าตัวนั้นได้ 
https://kknews.cc/news/vmxqn5a.html

โจจึงไม่แน่ใจว่าระบบการเลือกนักศึกษาของบริษัทที่ขึ้นอยู่กับความประทับใจเมื่อแรกพบที่มาจากการสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่ดีหรือยุติธรรมหรือไม่  โจคิดว่าเราควรจะคิดลองวิธีอื่นเช่นการฝึกงานหรือให้นักศึกษานำเสนอเกี่ยวกับหัวข้อการวิจัยของตัวเอง เป็นต้น

Sunday, 19 January 2014

การพัฒนาเทคโนโลยีกับการทำงาน



วันนี้โจอ่านบทความที่ทำให้โจคิดหลายสิ่ง บทความนี้บอกว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีพัฒนาเร็วมากและทำให้เราสะดวกสบายขึ้น แต่นอกจากผลดีแล้วการพัฒนาเทคโนโลยีอาจจะมีผลเสี่ยด้วย เพราะว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอาจจะสามารถแทนที่มนุษย์ได้ และทำให้หลายคนตกงานสมัยก่อนการพัฒนาเทคโนโลยีมีผลเสียต่อแรงงานที่ไม่มีความสามารถเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์เริ่มเข้าใจสิ่งที่ยุ่งยากมากขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่แรงงานที่มีความสามารถที่ดีก็จะตกงาน นักเขียนบอกว่าความสำคัญของอาชีพที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการเจรจา ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ และความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจก็จะดำเนินต่อไป แต่สำหรับอาชีพอื่นมีความเป็นไปได้ที่คอมพิวตอร์จะมาแทนที่การทำงาน

ถ้าหลายคนตกงานหรือรายได้ลดลงมาก ความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานก็จะเพิ่มขึ้นมากแต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีประเทศที่เริ่มเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์นี้ บทความนี้บอกว่าเพื่อรับมือกับผลเสียของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ การศึกษาก็จะต้องเปลี่ยนแปลง และความสำคัญของการศึกษาทางความคิดสร้างสรรค์กับการสร้างความสัมพันธ์ ในตอนเด็กจะต้องเพิ่มขึ้น แต่ความสามารถขแงแต่ละคนไม่เท่ากัน นักเขียนก็เลยบอกว่าการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำก็จำเป็น เพื่อช่วยคนที่ไม่ได้มีความสามารถ

หลังจากอ่านบทความนี้ โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่าความเป็นไปได้ที่คอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานของนักวิจัยเศรษฐกิจได้มีสูงมาก  แต่ตัวเองรู้สึกสงสัยว่าคอมพิวเตอร์สามารถแทนการทำงานของมนุย์จริงๆได้หรือไม่ เพราะนอกจากตรวจสอบข้อมูลแล้ว นักวิจัยเศรษฐกิจจะต้องทำหลายสิ่งเช่น หาหัวข้อการวิจัยที่ดี สรุปการวิจัยคนอื่นและคิดวิธีตรวจสอบใหม่ เลือก/สร้างข้อมูลที่เหมาะสมกับหัวข้อการวิจัย เขียนรายงานที่เข้าใจได้ง่าย และต้องเสนอให้หลายคน เป็นต้น คิดว่าในอนาคตคอมพิวเตอร์อาจจะช่วยการทำงานมากกว่าตอนนี้ แต่แทนทุกอย่างยากมาก
(แต่เทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ และความสำคัญของการทำงานของมนุย์ก็ลดลงมากแล้ว....จะเปลี่ยนงานหรือจะลดรายได้ก็ช่วยไม่ได้) นอกจากนี้แล้วรู้สึกสงสัยว่าการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวิธีที่ดีสุดหรือไม่






<อ้างอิง>
 Technology and jobs / coming to an office near you (From the Economist Jan18st 2014)
 The future of jobs / the onrushing wave (From the Economist Jan18st 2014)