Saturday, 13 August 2011

การเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจ


วันนี้โจอ่านบทความที่เปรียบเทียบประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว
กราฟในบทความนี้แสดงให้เห็นว่าหลังจากปี ๒๕๔๓ อัตราส่วนของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นในปี ๒๕๔๓  GDP ของประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็นราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP โลก แต่ในปี ๒๕๕๓ อัตรานั้นเพิ่มขึ้นเป็น ๓๘ เปอร์เซ็นต์และจะสูงขึ้นเพิ่มมากกว่า ๕๐เปอร์เซ็นต์ภายใน อีก ๑๐ ปี (การบริโภค การลงทุน การส่งออก และ การนำเข้า ก็รวมอยู่ด้วยใน GDP)
 นอกจาก GDP อัตราส่วนของสถิติอื่นๆเช่นจำนวนประชากร การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เป็นต้นก็สูงขึ้นด้วย ซึ่งหมายความว่าบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในการเมืองโลกก็จะเพิ่มขึ้นต่อด้วยและกระแสโลกเดิมที่มีประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้ตัดสินสิ่งที่สำคัญก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย
*นักเขียนบอกว่าสมัยก่อนประเทศกำลังพัฒนาเป็น “หางของสุนัข” แต่ตอนนี้หางของสุนัขกำลังจะเป็นผู้กำหนดทิศทาง*
 นักเขียนไม่บอกว่ากระแสใหม่นี้จะดำเนินต่อถึงเมื่อไร แต่โจคิดว่ากระแสโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงอีก  ครั้งภายในอีก ๓๐-๔๐ ปี เพราะว่าจำนวนประชากรของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศจะเริ่มลดลงและจะมีปัญหาที่ตอนนี้ประเทศพัฒนาแล้วมีด้วย (เช่นปัญหาทางงบประมาณของรัฐบาล) 
แต่โจไม่คิดว่าความสำคัญของประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งเพราะว่าไม่แน่ใจว่าประเทศพัฒนาแล้วจะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาลและปัญหาเกี่ยวกับการลดลงของจำนวนประชากรได้หรือไม่

<อ้างอิง> Power shift (Aug 4th 2011 From The Economist)
                Why the tail wags the dog (Aug 6th 2011 From The Economist)
                Docking dog's tails a hot topic (Jun 17th 2010 From Southern
                Institute of Technology Journalism News *only the image* ) 
              

Tuesday, 9 August 2011

ซีรีย์อเมริกา “Lie to me” (โกหกผมสิ)

วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๔
เดี๋ยวนี้ เมื่อโจมีเวลาว่างโจดูซีรีย์อเมริกา “Lie to me” (โกหกผมสิ)
เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักจิตวิทยา ตัวเอกของเรื่องนี้เป็นนักจิตวิทยาและเขาช่วยเหลือตำรวจในการสอบสวนอาชญากรรม
สำหรับตำรวจ บางทีการสอบสวนผู้ต้องสงสัยยากมากเพราะว่าการแยกเรื่องจริงที่กับเรื่องโกหกที่
ผู้ต้องสงสัยพูดยากเป็นสิงที่ยาก แต่ตัวเอกแยกเรื่องจริงกับเรื่องโกหกโดยดูสีหน้า เสียง และกิริยาของผู้ต้องสงสัย ตัวเอกบอกว่าถึงแม้ว่าผู้ต้องสงสัยโกหกเก่งมาก สีหน้า เสียงกับกิริยาของเขา
มีลักษณะเฉพาะและแสดงว่าเขาโกหกหรือเปล่า(แต่สำหรับคนธรรมดา จะดูลักษณะนี้ไม่ออก)
จริงๆแล้วซีรีย์เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง แต่ตันแบบของตัวเอกมาจากชิวิตของนักจิตวิทยาที่มีตัวตนอยู่จริง (Paul Ekman) เขาบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง การแสดงออกทางสีหน้ากับความรู้สึกเช่นความสุข ความประหลาดใจ ความโศกเศร้า เป็นต้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมกับประเทศ  (สมัยก่อนทุกคนเชื่อว่าลักษณะของการแสดงออกทางสีหน้าขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม) 
 แต่ Paul Ekman เทียบการแสดงออกทางสีหน้าระหว่างคนในอเมริกากับประเทศปาปัวนิวกินี (เพื่อวิจัย เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นนาน) และบอกว่าลักษณะของการแสดงออกทางสีหน้ามีความเป็นสากล
น่าสนใจว่าทำไม่การแสดงออกทางสีหน้าไม่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม





<อ้างอิง> Lie to me (official homepage)

Sunday, 7 August 2011

ดรรชนีบิ๊กแมค

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔
โจอ่านบทความเกี่ยวกับดรรชนีบิ๊กแมค
นิตยสาร The Economist เริ่มคำนวณดรรชนีนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว
ดรรชนีนี้อยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อและบางคนคิดว่าดรรชนีนี้แสดงให้เห็นถึงค่าเงินสกุลอื่น
เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ จริงๆแล้วมีคนบอกว่าดรรชนีบิ๊กแมคไม่ถูกต้องเพราะว่าความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อขึ้นอยู่กับราคาสินค้าหลายอย่าง นอกจากนี้เราไม่นำเข้าและส่งออกบิ๊กแมคระหว่างประเทศเหมือนสินค้าอื่น
 แต่ นักเขียนชี้ให้เห็นว่าถ้าเทียบกับดรรชนีอื่น เช่น ดรรชนีไอพอด ดรรชนีอิเกีย และ ดรรชนีสตาร์บัคส์ เป็นต้น ดรรชนีบิ๊กแมคมีความถูกต้องมากกว่า (บทความนี้บอกว่านักลงทุนบางคนไม่ค่อยใช้สถิติของรัฐบาลและชอบดรรชนีอื่น มากกว่าเพราะว่ารัฐบาลตีพิมพ์ตัวเลขสถิติต่างๆช้าเกินไป)
ตอนนี้ดรรชนีบิ๊กแมคแสดงให้เห็นว่าเงินยูโรต่อเงินดอลลาร์สูงเกินไป ค่าเงินเยนอยู่ในอัตราที่เหมาะสม และค่าเงินจีนต่ำเกินไป(แต่ค่าเงินจีนอยู่ใกล้อัตราที่เหมาะสม !?)
 โจไม่รู้เรื่องดรรชนีอื่นแต่รู้สึกว่าดรรชนีบิ๊กแมคไม่แสดงให้เห็นถึงค่าเงินเยนอย่างถูกต้องและค่าเงินเยนสูงเกินไปเทียบกับเงินสกุลอื่น
เพราะว่านอกจากยุโรปกับอเมริกาแล้วงบประมาณทางรัฐบาลของญี่ปุ่นก็มีปัญหามาก
การเพิ่มขึ้นของจำนวนคนแก่กับการลดลงของจำนวนเด็กในญี่ปุ่นจะทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจแย่ลงด้วย โจกลัวว่าในอนาคตค่าเงินเยนจะลดลงมากๆและจะไปเที่ยวต่างประเทศยากขึ้น

<อ้างอิง>Beefed-up burgernomics (Jul 30th 2011 The Economist)
               Fast food for thought  (Jul 30th 2011 The Economist)


Sunday, 31 July 2011

การขายปลีกในประเทศญี่ปุ่น

วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับการขายปลีกในประเทศญี่ปุ่นที่น่าสนใจ
บทความนี้บอกว่าการตลาดในญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงเพราะว่ามีจำนวนคนแก่มากขึ้น(ที่ญี่ปุ่นคนแก่มีทรัพย์สินมากดันนั้นการตลาตสำหรับคนแก่ก็เลยมีความสำคัญมากขึ้น)


นักเขียนอธิบายเรื่องนี้โดยใช้ตัวอย่างของ“ร้านกาแฟอุเอะชิม่า”
เทียบกับร้านกาแฟอื่นแล้ว ร้านกาแฟอุเอะชิม่าเหมาะสำหรับคนแก่มากกว่าเพราะว่าฟอนต์ของเมนูมีขนาดใหญ่และไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ(ส่วนใหญ่เขียนโดยใช้อักษรจีน) ไม่มีอาหารที่เคี้ยวยาก โต๊ะส่วนใหญ่ไม่สูง พนักงานบริการเอากาแฟกับอาหารมาให้ถึงโต๊ะ(ลูกค้าไม่ต้องไปรับด้วยตัวเอง)
โจก็เคยไปร้านกาแฟนั้นแต่ไม่เคยรู้สึกว่าร้านกาแฟนี้เป็นร้านสำหรับคนแก่
นักเขียนชี้ให้เห็นว่าการตลาดสำหรับคนแก่ต้องไม่บอกให้คนแก่รู้ว่าร้านนั้นเป็นร้านสำหรับคนแก่เพราะว่าคนแก่ไม่อยากให้คิดว่าเขาแก่แล้วและไม่ชอบการโฆษณาสำหรับคนแก่ รู้สึกว่าการตลาดสำหรับคนแค่ยาก

<อ้างอิง>Turning silver into gold (Jul 30th 2011 From The Economist)
               Ueshima coffee shop (http://www.ueshima-coffee-ten.jp/)

Sunday, 24 July 2011

เอมี ไวน์เฮาส์

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔
วันนี้โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่านักร้อง เอมี ไวน์เฮาส์ เสียชีวิตแล้ว (เขาอายุเท่ากับโจ)
โจก็เคยฟังเพลงของเขาบ่อยและรู้สึกเสียใจมาก 
ขอให้เขาไปสู่สุคติ

นโยบายของอเมริกา/โปรแกรมแสตมป์อาหาร

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔
วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับนโยบาย“โปรแกรมแสตมป์อาหาร”ของอเมริกา

ตั้งแต่เศรษฐกิจของอเมริกาแย่ลงในปี ๒๕๕๑ จำนวนคนที่รับแสตมป์อาหารเพิ่มขึ้นและตอนนี้ ทุก ๑ ใน ๗คนรับแสตมป์อาหาร แต่เดี๋ยวนี้รัฐบาลคิดว่าอยากให้งบประมาณของโปรแกรมนี้ลดลงเพราะว่าสถานการณ์ทางงบประมาณรัฐบาลก็มีปัญหามาก
บางคนไม่ยอมรับความคิดนี้ของรัฐบาลเพราะว่าเศรษฐกิจของอเมริกายังไม่ดี (เดี๋ยวนี้อัตราการตกงานก็เพิ่มขึ้น) นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายของอาหารสำหรับคนยากจนก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ราวๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนที่รับแสตมป์อาหารเป็นเด็กกับคนแก่และแค่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของคนที่รับแสตมป์อาหารมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน

แต่บางคนชี้ให้เห็นว่านอกจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจแล้วการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมนี้ก็ทำให้จำนวนคนที่รับแสตมป์เพิ่มขึ้นด้วย (รัฐบาลผ่อนคลายระเบียบทำให้การรับแสตมป์อาหารง่ายขึ้น)
นอกจากนี้ อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายสำหรับโปรแกรมนี้สูงกว่าค่าใช้จ่ายของมาตรการอื่นสำหรับคนยากจนด้วย
ในบทความนี้นักเขียนไม่บอกว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร โจก็ไม่รู้ว่าการลดลงของงบประมาณโปรแกรมนี้เป็นเรื่องดีหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าโปรแกรมนี้จะไม่ทำให้คนจนมีความสามารถในการหาเลี้ยงตัวเองได้และเป็นอิสระจากความช่วยเหลือของรัฐบาล
โจคิดว่าการให้แสตมป์อาหารไม่พอ รัฐบาลต้องทำให้คนยากจนมีความสามารถที่จะซื้ออาหารโดยใช้รายได้ของเขาเองด้วย แต่ไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมอะไรในอเมริกาจะเจริญในอนาคต และไม่รู้ว่าคนตกงานจะต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมอะไรดี

คิดว่าจะใช้เวลานานในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้
  
<อ้างอิง> Food stamps /The struggle to eat (Jul 14th 2011)

Sunday, 17 July 2011

เศรษฐกิจของอิตาลีกับยุโรป

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุโรปและรู้สึกว่าโจล้าหลังกว่าความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ 
สมัยโจวิจัยเศรษฐกิจยุโรปและเขียนรายงานเรื่องนั้น(ตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้วถึงเดือนมีนาคมปีนี้)ทุกวันโจอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายงาน เกี่ยวกับยุโรปและตรวจสถิติของหลายประเทศในยุโรป เวลานั้น ประเทศ PIGS(ประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน)มีปัญหาทางงบประมาณภาครัฐและประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกสได้ขอความช่วยเหลือจาก  IMF กับ EU  

ตอนนั้นโจคิดว่าประเทศ สเปนก็จะเป็นรายต่อไปด้วย  แต่ตั้งแต่โจเข้าร่วมโปรเจ็คต์ในรัฐบาลโจไม่ค่อยมีเวลาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและไม่รู้ว่าตลาดการเงินในยุโรปเป็นอย่างไรบ้าง
บทความใน “The Economist” บอกว่าเดี๋ยวนี้นอกจากเศรษฐกิจของ PIGS แล้ว สถานการณ์ทางงบประมาณภาครัฐของประเทศอิตาลีก็ทำให้นักลงทุนกลัวและทำให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น นักเขียนของบทความนี้ชี้ให้เห้นว่าเศรษฐกิจของอิตาลีใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่๓ในยุโรปและจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศอื่น(เศรษซฐกิจโลก)แย่ลงตามไปด้วย

หลังจากโจอ่านบทความนี้โจรู้สึกว่าเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงเร็วจริงๆและรู้สึกว่าต้องอ่านหนังสือพิมพ์ บ่อยๆ ถึงแม้ว่าไม่ค่อยมีเวลา เพราะไม่อยากล้าหลังเกี่ยวกับเรื่องสำคัญของเศรษฐกิจ
จริงๆแล้วเดี๋ยวนี้โปรเจ็คต์ของโจยุ่งมากขึ้นและทำให้ไม่ได้ทำสิ่งที่โจอยากทำเช่นเรียนภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ไปออกกำลังกาย เป็นต้น (เรื่องนี้เป็นเป้าหมายในปีนี้)
อยากจะใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

<อ้างอิง>
On the edge (Jul 14th  2011 From The Economist )
The road to Rome  (Jul 14th  2011 From The Economist )
Huge mess,untidy solutions (Jul 14th  2011 From The Economist )

Sunday, 12 June 2011

เศรษฐกิจของกรีซ


วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับเศรฐกิจของกรีซ
นักเขียนบทความนี้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ทางงบประมาณภาครัฐของกรีซแยลงมากกว่าปีที่แล้ว

ในเดือนเมษายนปีที่แล้วรัฐบาลของกรีซได้ขอความช่วยเหลือจาก IMF กับ EU เพราะนักลงทุนมีความกลัวเกี่ยวกับปัญหางลประมาณของกรีซซึ่งทำให้อัตราดอกเบี่ยของพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น ผลให้การยื่มเงินจากตลาดเงินทำได้ยากขึ้น



เมื่อIMF กับ EU ปล่อยเงินยืมเงินกู้ให้กรีซ IMF กับ EU จึงได้ให้รัฐบาลกรีซเปลี่ยนแลงนโยบายทางงบประมาณ เช่นปรับเพิ่มอัตราการจ่ายภาษีและลดการใช้จ่ายของรัฐบาลลง แต่นโยบายนี้ทำให้สถานการณ์ทางงบประมาณภาครัฐแยลงเพราะว่านโยบายนี้ทำให้เศรษฐกิจแยลงมากๆและรายได้จากการเก็บ รัฐบาลจึงดิดจะขายทรัพย์สินของรัฐเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ 

บางคนบอกว่านโยบายใหม่นี้ก็ไม่สามารถทำให้รัฐบาลกรีซหาเงินมาได้เพียงพอต่อการชำระหนี้และจะต้องยอมรับการผิดนัดชำระหน้ในอนาคต
หลังจากโจอ่านบทความนี้โจรู้สึกลัวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะรับปัญหาเดียวกันกับรัฐบาลในอนาคต
ตั้งแต่ ราวๆ ๑๕ ปีที่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณมากและทุกคนรู้ว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้เร็ว 
แต่นักการเมืองยังไม่ได้แก้ปัญหาเลยเพราะว่านักการเมืองรู้ว่าถ้าเขาบอกว่าเขาอยากจะเพิ่มอัตราภาษีและลดการใช่จ่ายของรัฐบาลลง ประชาชนจะไม่เลือกเขา
โจรู้สึกว่าบางคนเห็นแก่ตัวเพราะพวกเขาบอกว่ารัฐบาลจะต้องประหยัด
แต่เขาไม่พอใจกับที่จะได้รับเงินจากรัฐบาลลดลง และไม่อยากจะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น
ถ้าพวกเขาไม่เปลี่ยนความคิดนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะแก้ปัญหาไม่ได้
แต่ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนนโยบายทางงบประมาณ์จะทำให้สถานการณ์แยลงย่างกรีซหรือเปล่า

<อ้างอิง >
Greece's debt crisis/Bail-out 2.0 (Jun 9th From The Economist)
It's all Greek to them (Jun 9th From The Economist)
Europe's debt crisis/World's worst menu (May 26th From The Economist)

Friday, 10 June 2011

การดูหนัง เรื่อง“การคืนชีพ (Resurrection)”

วันที่ ๒ มิถนายน ๒๕๕๔

วันนี้โจดูหนัง เรื่อง“การคืนชีพ” 
 หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีจิตของนักร้อง/แร็ปเปอร์ “ทูแพ็ก”
เดี๋ยวนี้เพื่อนของโจที่ชอบฮิปฮอปแนะนำให้โจรู้จักกับทูแพ็กและโจก็เริ่มรู้สึกสนใจชีวิตของเขา
ทูแพ็กเป็นคนมืดและเกิดในสลัมที่ประเทศอเมริกา เขารู้สึกไม่พอใจกับการเหยียดผิวและไม่พอใจที่คนมืดมีฐานะยากจนมาก หลังจากทูแพ็กเข้าโรงเรียนมัธยม เขาเริ่มร้องเพลงฮิปฮอปและเริ่มรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมในอเมริกาด้วยการร้องเพลง เนื้อเพลงของเขาก็เลยมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสังคมเช่น การเหยียดผิว ความยากจน และความเหลื่อมล้ำเป็นต้น เนื้อเพลงของเขามาจากความรู้สึกจริงๆและเพลงของเขาทำให้คนที่มีปัญหาอยู่รักเขามาก

จริงๆแล้วเขาก็มีข้อบกพร่องมากและก็มีคนเกลียดเขามาก บางทีกิริยาของเขาไม่ดีเลย เขาเคยถูกจับหลายครั้งและสุดท้ายเขาก็ถูกฆ่า (เขาเสียชีวิตเมื่ออายุ ๒๕ ปี)
แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว ๑๔ ปีก็ตาม แต่สำหรับคนที่ชอบฮิปฮอป ทูแพ็กก็ยังมีชื่อเสียงมาก ถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่เนื้อเพลงของเขาก็ยังอยู่(ไม่รู้ว่าการที่ยังมีคนชอบเนื้อเพลงของเขาอยู่นั้นมีความหมายว่าสังคมยังไม่เปลี่ยนแปลงและยังมีปัญหามากอยู่หรือเปล่า)

หลังจากโจดูหนังเรื่องนี้โจรู้สึกแปลกใจเพราะว่านอกจากทูแพ็กแล้วยังมีนักร้องคนอื่นในอเมริกาที่ร้องเพลงเกี่ยวกับปัญหาสังคมเหมื่อนกัน แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้วไม่ค่อยมี เพลงแบบนั้น เนื่อเพลงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องธรรมดาเช่นความรัก มิตรภาพและความสุขเป็นต้น 

 

แต่โจรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาและก็มีคนที่ไม่พอใจและอยากจะเปลี่ยนสังคมมากแต่ไม่รู้ว่าทำไมนักร้องญี่ปุ่นถึงไม่ค่อยร้องเพลงเกี่ยวกับปัญหาสังคมและก็ไม่รู้ว่าทำไมผู้ฟังถึงไม่ค่อยสนใจเนื้อเพลงแบบนี้

<อ้างอิง >Tupac/Resurrection, The rose that grew from the concrete

Sunday, 5 June 2011

แม่ชีเทเรซา กับ เลดี้กาก้า

วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๔

วันนี้โจอ่านบทความที่น่าสนใจ
บทความเรื่องนี้เกี่ยวกับ เลดี้กาก้า กับ แม่ชีเทเรซา
นักเขียนบทความนี้บอกว่า เลดี้กาก้าคล้ายกับแม่ชีเทเรซา
จริงๆแล้วมีความแต่กต่างอย่างมากระหว่าง ๒ คน เช่นเลดี้กาก้าชอบใส่เสื้อผ้าแปลกๆและเปลี่ยนเสื้อผ้ามากกว่า ๒๐ ครั้งในคอนเสิร์ต (ในทางกลับกัน แม่ชีเทเรซาใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกันตลอด)
แต่นักเขียนบอกว่าทัง ๒ คนมีความคล้ายกันมากกว่าความแตกต่าง
เขาชี้ให้เห็นว่า ทั้ง ๒ คนมีความเป็นผู้นำและมีคนที่นับถือมาก
ทั้ง ๒ คนช่วยคนที่มีลำบาก :แม่ชีเทเรซาไปเยี่ยมคนป่วยและส่งเงินให้เขามาก  เลดี้กาก้าปกป้องสิทธิเกย์/เล็สเบียนและส่งเงินให้ประเทศที่มีปัญหา
ทั้ง ๒ คนทำงานหนักมากๆและเสียสละเพื่อคนอื่นอื่น:แม่ชีเทเรซาตื่นเวลา ตี ๔ ๔๐ ทุกวัน
เลดี้กาก้ามีวันหยุดแค่วันคริสต์มาสเท่านั้น ทั้ง ๒ คนติดต่อกับคนที่รักเขาเป็นประจำ แม่ชีเทเรซาเจอกับหลายๆคนทุกวัน เลดี้กาก้าติดต่อกับแฟนคลับโคยใช้เฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์

นอกจากนี้นักเขียนบอกว่าทั้ง ๒ คนพูดเรื่องของพวกชิวิตเขาให้ทุกคนที่รักเขาผฟังด้วย
ก่อนอ่านบทความนี้โจไม่เคยคิดว่าเลดี้กาก้าคล้ายกับแม่ชีเทเรซา โจก็ชอบเลดี้กาก้าแต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไม่นักเขียนคิดว่าลเดี้กาก้าคนเดียวคล้ายกับแม่ชีเทเรซาเพราะว่ามีนักร้องคนอื่นที่ทำงานหนักๆและช่วยคนที่ลำบากเช่นกัน



<อ้างอิง>
The angel and the monster (From The Economist Jun 2nd  2011 )

Saturday, 28 May 2011

สอบวัดระดับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔

วันนี้โจรู้สึกดีใจมากที่ได้รู้ว่าโจสอบผ่านแล้ว


ตอนปีใหม่โจเขียนเป้าหมายของปี ๒๕๕๔ ไว้ว่าอยากจะสอบผ่านการสอบวัดระดับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทยระดับ ๒


ตอนแรกโจจะเข้าสอบในวันที่ ๑๒ มีนาคม แต่เมื่อวันที่ ๑๑ มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นจึงทำให้วันสอบเปลี่ยนเป็นวันที่ ๑๐ เมษายน หลังจากเกิดแผ่นดินไหว เกิดหลายอย่างขึ้นและไม่ได้เรียนเลย ตอนโจเข้าสอบเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน โจรู้สึกว่าขอสอบยากมา คิดว่าสอบผ่านรึป่าวขึ้นอยู่กับดวง
(ต้องได้คะแนนมากกว่า ๘๐ จึงจะสอบผ่านก รู้สึกว่าตอบถูกประมาณ ๗๐ เปอร์เช็นต์ อีก ๓๐ เปอร์เช็นต์ ไม่แน่ใจว่าตอบถูกหรื่อไม่)

การสอบครั้งนี้ทำให้โจชอบประเทศไทยมากขึ้น
โจอยากจะสอบวัดระดับ ๑ แต่ไม่รู้ว่าการสอบวัดระดับ ๑ จะมีเมือไร เพราะว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการสอบวัดระดับ ๒ และมีจำนวนแค่ราวๆ ๑๐๐ คนเท่านั้นที่สอบผ่าน
นอกจากสอบวัดระดับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว
โจอยากจะสอบภาษาไทยด้วย









<English version (Abstract) >
I'm so happy to know that I passed the "Thai test level 2" (examination of Thai culture,society,history etc) .
After the big earthquake happened in Japan I couldn't have enough time to study. So I had thought that whether or not I passed this test might depend on how lucky I was.
Not only "Thai test",I would like to have Thai language test.

Sunday, 22 May 2011

ตลาดแรงงานในวงการการเงิน

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔
๓ อาทิตย์ที่แล้วโจอ่านบทความเรื่องเกี่ยวกับตลาดแรงงานในวงการการเงิน
หลังจากเกิดวิกฤตการเงินในโลกปี ๒๕๕๑ นักศึกษาที่อยากจะทำงานในธุรกิจการเงินลดลง เพราะทุกคนรู้สึกว่าการทำงานในธุรกิจการเงินมีความเสี่ยง ตกงานง่าย นอกจากนี้แล้วทุกคนเริ่มรู้สึกว่าคนที่ทำงานในธุรกิจการเงินมีความโลภมาก

แต่นักเขียนของบทความนี้บอกว่าเดี๋ยวนี้คนที่อยากจะทำงานในธุรกิจการเงินมีจำนวนมากขึ้น
แต่เขาชี้ให้เห็นว่าความคิดของนักศึกษาในสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อน
สมัยก่อนส่วนใหญ่อยากจะทำงานที่อเมริกาหรือยุโรป แต่เดี๋ยวนี้อยากทำงานที่เอเชีย (เช่น เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และ อินเดีย เป็นต้น)มากขึ้น

ดูเหมือนว่าคนที่อยากจะทำงานในเอเชียนั้นคิดว่าเศรษฐกิจของอเมริกากับยุโรปจะยังไม่ดีขึ้น และค่าแรงก็ไม่ค่อยดีนอกจากนี้แล้วนักศึกษายังกลัวว่ารัฐบาลที่มีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณจะทำให้ภาษีแพงขึ้น
ถึงแม้ว่าค่าแรงที่เอเชียจะน่อยกว่าอเมริกากับยุโรบก็ตามแต่ราคาของก็ถูกกว่าและคุณภาพชีวิตก็ดีกว่า


นักเขียนบอกว่ากระแสการเงินของโลกขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของจีน แต่เขาไม่บอกว่าเศรษฐกิจของจีนจะเป็นยังไง
บางคนบอกว่าตอนนี้เศรษฐกิจของจีนอยู่ในภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่และกำลังจะแย่ลง
โจไม่รู้ว่าจีนอยู่ในเศรษฐกิจฟองสบู่หรือเปล่า แต่คิดว่าถ้าเศรษฐกิจของจีนจะแย่ลงเศรษฐกิจโลกก็แย่ลงตามด้วย

<อ้างอิง>
Go east young money man (The Economist Apr 14th 2011)
BRIC wall (The Economist Apr 14th 2011)

Saturday, 14 May 2011

๒ เดือนหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม

ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหที่ญี่ปุ่น เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว
ใน ๒ เดือนนี้มีหลายอย่างเกิดขึ้นและไม่ได้เขียนไดอารี่ สำหรับโจ ๒ เดือนนี้ไม่นานเลย จริงๆรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก

ในตอนปลายเดือนมีนาคมเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ขึ้นและมีอะไรหลายย่างเปลี่ยนแปลงไป
มีคนที่คิดว่าการอยู่ที่ภาคตะวันออกในญี่ปุ่นอันตรายมากขึ้นและต่างชาติหลายคนกลับประเทศ ร้านขายของขาดแคลนของเพราะทุกคนกลัวว่าของจะขาดและซื้อของเก็บมากไป (การซื้อของเก็บมากเกินไปทำให้คนอื่นกลัวว่าของจะขาด) เพื่อประหยัดไฟฟ้าทุกร้านปิดเร็วและจำนวนรถไฟฟ้าลดลง โจรู้สึกว่าอะไรๆในโตเกียวเปลี่ยนไปแล้ว
 ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นก็ยังมีปัญหาอยู่และบางคนคิดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะแย่ลง แต่เทียบกับปลายเดือนมีนาคมโจรู้สึกว่าตอนนี้เราเริ่นคุ้นชินกับสถานการณ์นี้และรู้สึกดีขึ้น

นอกจากแผ่นดินไหวแล้วการทำงานที่ใหม่ ทำให้โจยุ่งมากและรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก
ตั้งแต่เมษายนบริษทของโจทำให้โจต้องไปทำงานที่สำนักการวิจัยเศรษฐกิจกับสังคมที่อยู่ในรัฐบาล โจเข้ารวมโปรเจ็คต์ที่วิจัยและเปลี่ยนระบบ GDP ของญี่ปุ่น แต่โจยังไม่เข้าใจระบบและไม่เข้าใจว่าต้องทำยังไงดี โจก็เลยต้องเรียนมากๆ
โจเสียใจที่รู้ว่โปรเจ็คต์นี้มีการประชุมทกวันจันทร์หรือวันศุกร์จึงคิดว่าจะได้ไปเที่ยวไทยยากมาก
จริงๆโจยุ่งมากแต่ในปลายเดือนเมษายนโจไปเที่ยวที่เกาะมิยะเกกับเพื่อนร่วมงาน เกาะมิยะเกอยู่ที่ทางตะวันออกเฉียนใต้ของญี่ปุ่น
เกาะมิยะเกมีชื่อเสียงจากภูเขาไฟระเบิดในปี ๒๕๔๓ และคนในเกาะมิยะเกทุกคนต้องอพยพแต่ว่า ตั้งแต่เมื่อ ๕ ปีที่แล้วรัฐบาลอนุญาตให้กลับเกาะมิยะเกได้ 
โจกับเพื่อนเล่นดำน้ำและเล่นกับปลาโลมา สนุกมากแต่น้ำเย็นมากๆ คราวหน้าอยากจะดำน้ำที่ทะเลอุ่น

เฮ้ออออ ไม่ได้พิมพ์ภาษาไทยราวๆ ๒ เดือนและรู้สึกว่าการพิมพ์ภาษาไทยยากมากๆ

 <English version(abstract)>
Two months had passed since the big earthquake happened in Japan.
I feel that life in Tokyo changed so much in this two months. 
Working in the new office also makes me so busy (There are many things I have to learn).
However,I am really glad to enjoy holidays with my new colleague in the end of April at Miyake island.