Monday, 17 September 2012

เศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม



วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม นอกจากเศรษฐกิจของประเทศไทยกับพม่า โจไม่ค่อยติดตามเศรษฐกิจของประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียนและโจคิดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็ดี

โจก็เลยรู้สึกตกใจนิดหน่อยที่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจของประเทศเวียดนามไม่ค่อยดี บทความบอกว่าเดี๋ยวนี้นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงหลายคนถูกตำรวจจับ(ตำรวจบอกว่าพวกเขาทำผิดกฎหมายแต่ยังไม่บอกรายละเอียดของเรื่องนี้)และเรื่องนี้ทำให้เกิดผลกระทบในทางที่ไม่ดีต่อตลาดการเงิน
นอกจากนี้แล้ว เดี๋ยวนี้การลงทุนที่มาจากต่างประเทศก็ลดลง (การลงทุนของประเทศเวียดนามขึ้นอยู่กับเงินที่มาจากต่างประเทศมาก) สัดส่วนหนี้สูญของธนาคารก็เพิ่มขึ้น 
มีคนบอกว่าสำหรับตลาดการเงินของประเทศนี้ ความช่วยเหลือขอ IMF เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่อาทิตย์ที่แล้วประธานของธนาคารกลางบอกว่าประเทศเวียดนามไม่ต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ในบทความนี้นักเขียนไม่บอกว่าสถานการณ์นี้จะแย่ลงต่อไปหรือจะดีขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะเปลียนแปลงสถานการณ์นี้ได้ยาก

Sunday, 16 September 2012

การไปเที่ยวออนเซ็น (บ่อน้ำร้อน) ที่ฮาโกเนะ



วันเสาร์-อาทิตย์นี้โจไปเที่ยวออนเซ็นที่ฮาโกเนะกับเพื่อนสมัยเรียน ๗ คน (หลังจากเรียนจบ มีโอกาสไปเที่ยวกับไปทานอาหารหรือไปพักค้างคืนกับเพื่อน ๒-๓ คน แต่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวพักค้างคืนกับทุกคนนานๆ) 
ครั้งนี้โจเป็นคนจัดการการไปเที่ยวเพราะเพื่อนที่ทำงานที่ประเทศโอมานกลับมาญี่ปุ่นราวๆ ๒ อาทิตย์เป็นกรณีพิเศษและเขาบอกให้โจรู้ว่าเขาอยากมีโอกาสไปเที่ยวกับทุกคน โจดีใจมากที่รู้ว่าทุกคนชอบโรงแรมที่โจเลือกให้ (บรรยากาศดีมาก อาหารก็อร่อย และออนเซ็นก็สบายดีมาก)  ครั้งนี้นอกจากทำตัวตามสบายที่
โรงแรมแล้วไม่ค่อยไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ แต่ไปดูปราสาทโอดาวาระที่อยู่ไม่ไกลจากแรงแรม ที่นั่นฝนตกแต่ก็สนุก
เพื่อนที่ทำงานที่โอมานบอกว่าหลังจากทำงานที่ประเทศโอมานเสร็จแล้ว (อาจจะ ๑-๒ ปีหน้า)เขาอาจจะไปทำงานที่ประเทศไทยอีกครั้ง(ก่อนไปทำงานที่ประเทศโอมานเขาเคยทำงานที่กรุงเทพฯ) น่าอิจฉาเขามากที่ได้มีโอกาสอยู่ที่ประเทศไทย
ถ้าเป็นไปได้อยากไปเที่ยวที่ประเทศโอมานกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระหว่างที่เขายังอยู่ที่นั่น

Sunday, 9 September 2012

การไปทำงานที่กรุงเทพฯ


หลังจากไปทำงานที่พม่าโจไปทำงานที่กรุงเทพฯราวๆ ๑ อาทิตย์ ครั้งนี้ไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบของการเพิ่มค่าแรงขั้นตำต่อเศรษฐกิจไทย 
โจรู้สึกตกใจนิดหน่อยที่รู้ว่าคนที่โจไปสัมภาษณ์ทุกคนคิดว่านโยบายนี้จะไม่ทำให้อัตราผู้ว่างงานและอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นมาก  หลายคนชี้ให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้ค่าแรงเพิ่มขึ้นมากเพราะสังคมไทยขาดแคลนแรงงานและหาแรงงานใหม่ยากมาก บริษัทก็เลยกลัวว่าพนักงานจะย้ายไปทำงานที่บริษัทอื่นที่ให้ค่าแรงสูงกว่าบริษัทของเขา หลายคนก็เลยบอกว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลไม่เปลี่ยนค่าแรงขั้นต่ำบริษัทก็จะเพิ่มค่าแรงให้เท่ากับค่าแรงใหม่ตอนนี้ (จริงๆแล้วบริษัทที่เพิ่มค่าแรงเพราะรัฐบาลเพิ่มค่าแรงขั้นตำก็มี แต่กลุ่มนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก)
โจคิดว่ามีความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนที่ติดตามสถานการณ์ของบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในเมืองกับคนที่ติดตามสถานการณ์ของบริษัทไทยที่อยู่ในต่างจังหวัด มีคนคิดว่าตอนนี้บริษัทไทยขนาดเล็กกับขนาดกลางที่อยู่ในต่างจังหวัดยังสามารถยอมรับการเพิ่มค่าแรงได้ แต่หลังจากรัฐบาลเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาทในปีหน้า หลายบริษัทจะไม่สามารถยอมรับผลกระทบนี้ได้แล้วและ สถานการณ์นี้จะเปลี่ยนแปลง(แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติ) บางคนบอกว่านอกจากนโยบายนี้แล้วโจควรจะตรวจสอบนโยบายอื่นที่เพิ่มรายได้ด้วยเพราะ ปีนี้รัฐบาลปรับเพื่มค่าแรงของพนักงานภาครัฐบาลที่เข้าทำงานเป็นปีแรกและ นอกจากนี้แล้วรัฐบาลยัฃซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาแพงกว่าราคาตลาดด้วย ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยอยากจะเพิ่มค่าแรงมาก
สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่ค่าแรงถูกมากๆการเพิ่มค่าแรงจะทำให้เกิดผลกระทบในทางที่ไม่ดี บางบริษัทจะล้มละลายหรือย้ายบริษัทไปที่ต่างประเทศ และในระยะสั้นอาจจะเกิดผลกระทบในทางที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ทุกคนบอกว่าสำหรับการเปลี่ยนแปลง นี้เป็นเรื่องจำเป็นและ การพัฒนาของประเทศไทยในอนาคตจะต้องขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และ เงินทุนมากกว่าตอนนี้
คนที่โจไปเจอ คน ๑ บอกว่าโจควรจะตรวจสอบประวัติศาตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ เพราะประเทศสิงคโปร์ก็เคยใช้นโยบายที่เพิ่มค่าแรงมากเพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่ค่าแรงถูกไปเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้กับเงินทุน อาทิตย์นี้โจอ่านรายงานเกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์และเริ่มส่นใจประเทศสิงคโปร์มาก (ยังไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเป็นเหมือนประเทศสิงคโปร์หรือไม่) การไปสัมภาษณ์กับหลายคนทำให้โจมีโอกาสที่คิดสิ่งที่ยังไม่เคยคิดและเข้าใจอะไรได้ดีขึ้น อยากติดต่อกับพวกเขาต่อไป
ครั้งนี้โจไปทำงานคนเดียว บางที่อยู่คนเดียวก็ลำบากแต่มีอิสระมาก ในเวลาว่างสามารถไปเจอกับหลายคนได้ (ดูเหมือนว่าบางคนเข้าใจผิดว่าครั้งนี้โจไปเที่ยวมา) ครั้งนี้มีโอกาสไปเดินเล่นหลายที่และรู้สึกว่าในกรุงเทพฯจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาก (ที่โอกมัยก็มีห้างสรรพสินค้าใหม่ที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นเยอะ) 
อยากรู้ว่าทำไมร้านเกี่ยวกับญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างนี้

Saturday, 8 September 2012

การไปทำงานที่ประเทศพม่า


ตั้งแต่ ๓ อาทิตย์ที่แล้วโจไปทำงานที่ประเทศพม่ากับประเทศไทย (อยู่ที่ย่างกุ้ง ๕ วันและอยู่ที่กรุงเทพฯ ๘ วัน) เคยไปเที่ยวประเทศพม่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แต่ไปทำงานที่นั่นเป็นครั้งแรก ครั้งนี้ไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจทั่วไปกับคนหลายคน ก่อนไปที่นั่นก็มีความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในประเทศพม่าอยู่แล้วแต่ไปเห็นจริงๆรู้สึกว่าหลายสิงเปลี่ยนแปลงไปจากที่คิดมาก
เช่นก่อนไปทำงานประเทศพม่าโจเคยอ่านบทความเกี่ยวกับรถยนต์ บทความนั้นบอกว่าเดี๋ยวนี้รัฐบาลเปลี่ยนข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและการนำเข้ารถยนต์เพิ่มมาก เมื่อเปรียบเทียบกับครั้งที่แล้วที่โจไปประเทศพม่ารู้สึกว่าจำนวนรถยนต์แบบใหม่เพิ่มขึ้นจริงๆ (ครั้งที่แล้วรถยนต์ที่โจเห็นส่วนใหญ่เป็นรถยนต์เก่ามากๆ แต่ครั้งนี้เห็นรถยนต์แบบใหม่เยอะ )
นอกจากนี้แล้วเมื่อเดิ่นในเล่นในย่างกุ้ง โจรู้สึกว่าจำนวนคนต่างรชาติที่มาทำงานหรือมาเที่ยวก็เพิ่มขึ้น มาก (หาโรงแรมที่ดีและมีห้องว่างก็ยากขึ้น ราคาก็แพงมากขึ้น ดูเหมือนวทุกคนสนใจว่าในอนาคตราคาที่ดิน ค่าเช่าออฟฟิศและค่าเช่าบ้านสำหรับคนต่างชาติจะเป็นอย่างไรบ้าง
บางคนคิดว่าราคาจะเพิ่มต่อไปเพราะจำนวนบริษัท คน ที่มาทำงานที่พม่าจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นต่อไป ทุกคนบอกว่าประเทศพม่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการขอกู้เงินจากธนาคารมากๆและพวกเขาชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่บางคนคิดว่าราคาตอนนี้แพ่งมากไปและสถานการณ์นี้มาจากการขาดอุปทานตึก พวกเขาคิดว่าถ้าการสร้างตึกมากขึ้นราคาจะลดลงมาก คิดว่าจะวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็น่าสนใจมาก
เมื่อคนที่โจสัมภาษณ์พูดเกี่ยวกับลักษณะนิสัยคนพม่าโจรู้สึกแปลกใจมากเพราะประเทศไทยติดกับประเทศพม่าแต่ดูเหมือนว่าลักษณะนิสัยคนไทยกับคนพม่าแตกต่างกันมากๆ เช่นคนไทยมักจะทานอาหารนอกบ้านแต่คนพม่ามักจะทานที่บ้าน (ส่วนใหญ่ทำปิ่นโตเอามาทานที่ออฟฟิศ) 
คนไทยหลายคนเปลี่ยนบริษัทบ่อยๆแต่คนพม่าไม่ค่อยเปลี่ยน และคนไทยชอบซื้อของมากกว่าคนพม่า(โจคิดว่าความแตกต่างนี้มาจากความแตกต่างในข้อจำกัดเกี่ยวกับการยืมเงินจากธนาคารมาก) เป็นต้น
การไปทำงานที่ประเทศพม่าทำให้โจส่นใจหลายสิ่ง นอกจากเศรษฐกิจพม่าแล้วอยากจะวิจัยความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าด้วย