Thursday, 8 August 2019

การไปเที่ยวอเมริกา (2)


หลังจากเที่ยวเมืองวนิวยอร์กเสร็จแล้ว เราไปเยี่ยมคุณป้าที่อยู่ที่อเมืองวอชิงตัน ดี.ชี
วันแรกที่วอชิงตัน ดี.ซี คุณป้าพาเราไปเที่ยวที่ Steven F. Udvar-Hazy Center(พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศ) ที่คุณพ่อของเพื่อนคนอเมริกาที่เราไปทานอาหารที่นิวยอร์กทำงานเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัคร ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 50 ปีที่มนุษย์เหยียบพื้นดวงจันทร์ โจก็รู้สึกสนใจการแสดงเกี่ยวกับอวกาศ ดีใจที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์  (เคยได้ยินชื่อนี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับกระสวยอวกาศนี้)  นอกจากอธิบายให้เราแล้ว คุณพ่อของเพื่อนให้หนังสือที่เขาเขียนปีที่แล้วให้โจด้วย
(คุณพ่อ คณลุง และ เขาเคยทำงานที่การบินนาวี และหลังจากเขาเกษียณแล้ว เขาเขียนเรื่องครอบครัวกับการบินนาวี) หลังจากนั้นเราไปทานอาหารที่บ้านของเพื่อนของคุณป้าเปรียบเทียบกับนิวยอร์ก บ้านอยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี ใหญ่มากและมีธรรมชาติมากด้วย บ้านของคุณป้ากับเพื่อนก็บรรยากาศดีมาก อาหารก็อร่อยดีและเรารู้สึกขอบคุณพวกเขา


วันถัดมา เราไปเดนเล่นแถวๆ เนชันแนล มอลล์ และเข้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกาด้วย วันที่ ๓  เราไปเที่ยว Mount Vernon (บ้านของ จอร์จ วอชิงตันที่ติดแม่น้ำ Potomac) เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมกับประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจอร์จ วอชิงตัน สิ่งที่โจรู้สึกสนใจคือฟันปลอมที่จอร์จ วอชิงตันใช้ ไม่แน่ใจว่าสมัยนั้น คนอเมริกามียาสีฟันหรือไม่ เพราะตั้งแต่อายุ่ 28 ปี เขาใช้ฟันปลอม ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีเกี่ยวกับฟันปลอมสมัยนั้นยังไม่ดี ฟันปลอมที่เขาใช้ดูหนักและไม่สวยเลยเมื่อเขาได้เป็นประธานาธิบดีคนแรก (อายุ่ 57 ปี) ฟันของตัวเองมีแค่ 1 ชี่เท่านั้น เพราะว่าฟันปลอมสมัยก่อนไม่เหมาะสมกับเขา เขาไม่ชอบคุยนานๆโดยใส่ฟันปลอม เขาจึงไม่ได้ยิ้มเลยในธนบัตร1 ดอลลาร์ด้วย 
ระหว่างเราอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี คุณป้าชอบทำแซนด์วิชไปปิกนิก เดี๋ยวนี้โจไม่ได้ทำอาหารเอง แต่โจพบว่าทำอาหารก็สนุก สะดวกและถูกด้วย  (หลังจากกลับญี่ปุ่นก็ เริ่มทำอาหารกลางวันเอง) วันสุดท้าย ก่อนไปสนานบินเราเดินเล่นแถวๆบ้านคุณป้า บรรยากาศคล้ายกันกับ Karuizawa และรู้สึกดีใจที่ได้รู้ว่าเขาใช้ชีวิตที่ดีที่นั้น ไม่แน่ใจว่า คราวหน้าเมื่อไรจะสามารถไปเยี่ยมคุณป้าได้อีก อยากให้เขาสบายดีไปนานๆ



Wednesday, 7 August 2019

การไปเที่ยวอเมริกา (1)


อาทิตย์ที่แล้วโจไปเที่ยวอเมริกากับครอบครัวมา เมื่อโจไปเที่ยวอเมริกาครั้งที่แล้ว โจมีปัญหาอาการเจ็ตแล็กมาก (ในเวลากลางคืนไม่สามารถนอนได้เลย และรู้สึกง่วงนอนมากในกลางวัน)

ครั้งนี้โจจึงเตรียมตัวให้ดีสำหรับปัญหานี้ หลังจากบินออกจาโตเกียว กตอนเช้า(ที่อเมริกาเที่ยงคืน) โจไม่ได้กินอาหารและพยายามนอนแทนโดยใช้ หน้ากากปิดตา ที่อุดหู และยานอนหลับด้วย ดูเหมือนว่าวิธีแก้อาการเจ็ตแล็กนี้มีประโยชน์ ตั้งแต่วันแรก โจไม่ค่อยรู้สึกง่วงนอน

ครั้งนี้ก็ไปเที่ยวเมืองนิวยอร์กและเยี่ยมคุณป้าที่อาศัยอยู่เมืองวอชิงตัน ดี.ซี ที่นิวยอร์ก โจจะต้องจัดการทุกอย่างและพาครอบครัวไปที่สถานที่ท่องเที่ยวเหมือนเป็นมัคคุเทศก์

ก่อนไปเที่ยว โจเข้าใจผิดว่านิวยอร์กเย็นกว่าโตเกียว (เส้นรุ้งของนิวยอร์กอยู่ระดับเดียวกันกับจังหวัด Aomori และเมื่อโจไปเที่ยวนิวยอร์กสิ้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โจรู้สึกหนาวมากกว่าโตเกียว) แต่ครั้งนี้นิวยอร์กร้อนมากกว่าโตเกียวเยอะ ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยได้ง่าย

วันแรกที่นิวยอร์ก เราเดินเล่นแถวๆโรงแรมและไปกินอาหารกลางวันที่ร้าน Sarabeth's ร้านอาหารที่มีชื่อเสี่ยงกับ “Breakfast Queen of New York (พระราชินีทางอาหารเช้าของนิวยอร์ก)”  จริงๆแล้ว โจเคยไปสาขาที่โตเกียวแต่ความรู้สึกที่ทานที่นิวยอร์กดีกว่าโตเกียว


หลังจากนั้น เรากลับโรงแรมพักผ่อนนิดหน่อยและไปดูวิวที่ตึกเอ็มไพร์สเตต เรารู้สึกตกใจที่รู้ว่าเวลากลางวันของนิวยอร์กนานมาก เมื่อเราไปถึงตึกนี้ก็ประมาณสองทุ่มแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังไม่ตก ดังนั้นเราจึงสามารถดูพระอาทิตย์ตกที่สวยมากได้


วันที่ ๒ เราไปดูอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ครั้งที่แล้วเมื่อโจมาที่นี้ อากาศหนาวมากเกินไปและ โจไม่สามารถอยู่ข้างนอกนานได้ (อยู่ที่เกาะลิเบอร์ตี้แค่ประมาณ 20 นาทีเท่านั้น) ครั้งนี้อากาศร้อนมากเกินไป แต่ยังดีกว่าหนาวมากเกินไป
โจจึงสามารถเดินเล่นได้ ดีใจที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพโดยเข้าพิพิธภัณฑ์ที่เปิดใหม่ปีนี้


หลังจากน้นเราไปพิพิธภัณฑ์รำลึกเหตุการณ์ 9/11 และไปทานอาหารกับเพื่อนคนอเมริกาที่เคยมาเรียนที่โตเกียวเพราะว่าเพื่อนคนนี้เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นนิดหน่อยและหลานสาวโจก็เพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ คิดว่าครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งสองคนที่จะได้ใช้ภาษาต่างประเทศ  โจเข้าใจว่าตัวเองอายุมากกว่าเพื่อน 13-14 ปี และเพื่อนก็อายุมากกว่าหลานสาว 13-14 ปี ด้วย ตอนนี้หลานสาวยังเด็กมากและ ไม่สามารถพูดภาษาอังกษได้ แต่หวังว่าอีกประมาณ13-14 ปีหน้าหลานสาวจะสามารถคุยกับเค้าโดยใช้ภาษาอังกฤษได้และเป็นเพื่อนกับเค้าเหมือนโจกับเพื่อนคนนั้น


วันที่ ๓ ครอบครัวพี่สาวเข้าร่วมทัวร์หนึ่งวันเพื่อไปดูน้ำตกไนแอการา แต่ทัวร์นี้ดูยุ่งยากมาก (จะต้องตื่นนอนตี ๔ และจะกลับตอนเที่ยงคืน ) โจกลัวว่าตัวเองจะเหนื่อยมากเกินไปและไม่สบายเมื่อกลับมาญี่ปุ่น พ่อกับโจจึงไม่ได้เข้าร่วมทัวร์นี้ เราเลยไปเที่ยวที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันแทน  เรารู้สึกประทับใจที่รู้ว่าถ้าไปนอกนิวยอร์กนิดหน่อย บรรยากาศก็เปลี่ยนไปมาก แถวๆมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันมีธรรมชาติมากและบรรยากาศเงียบสงบดี


วันที่ ๔ ตอนเช้าอากาศเย็นสบายดี เราจึงไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันโดยเดินผ่าน เซ็นทรัลพาร์ก
ในตอนกลางคืน เราไปดูละครบรอดเวย์ ครั้งนี้ โจเลือกเรื่อง Aladdin ที่หลานสาวก็เข้าใจได้ง่าย การแสดงก็สนุกดี แต่ตอนที่ร่วมดูการแสดงนี้ หลายครั้งโจรู้สึกแย่กับความสามารถทางภาษาอังกฤษตัวเอง เช่นเมื่อนักแสดงพูดเรื่องตลก คนอื่นหัวเราะกันมาก แต่โจฟังไม่ทันเลยและไม่สามารถหัวเราะกับคนอื่นได้


ประสบการณ์นี้ทำให้โจเข้าใจความสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤมากกว่านี้ ปกติโจใช้ภาษาอังกฤษเมื่อคุยเรื่องเศรษฐกิจกับคนเอเชีย แต่คิดว่าจะต้องพัฒนาความสามารถทางการฟังจากเจ้าของภาษาและคำศัพท์ที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ นอกจากเรียนภาษาอังกฤษแล้ว คิดว่าจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ค่อยคุ้นเคยไม่ค่อยเข้าใจเช่น วิทยาศาสตร์ ศาสนา ประวัติศาสตร์ และศิลปะด้วย

Saturday, 13 July 2019

ขยะพลาสติก

อาทิตย์นี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับนโยบายสิ่่งแวดล้อมของประเทศไทย ดูเหมือนว่ารัฐบาลอยากจะห้ามการใช้สินค้าพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (เช่น ถุงพลาสติกของร้านขายของ ภาชนะใส่อาหาร หลอดพลาสติก) ภายใน ๓ ปี 

ตอนนี้รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนรักษาสิ่งแวดล้อมโดยไม่รับถุงพลาสติกที่ร้านขายของ แต่นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลกำลังคิดว่าจะเปลี่ยนกฎหมายและห้ามการผลิตหรือการใช้สินค้าพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งด้วย 

โจรู้ว่าหลายประเทศรวมถึงญี่ปุ่นก็กำลังพยายามช่วยสิ่งแวดล้อมโดยลดการใช้สินค้าพลาสติก เช่น ที่ญี่ปุ่น UNIQLO ประกาศว่าตั้งแต่ปีหน้า จะเริ่มใช้ถุงกระดาษรีไซเคิลแทนถุงพลาสติก  ร้านสะดวกซื้อก็จะเริ่มให้ลูกค้าซื้อถุงพลาสติกโดยจ่ายถุงละ 2-3 เยน แต่ถ้ายอดขายของสินค้าพลาสติกลดลง ก็จะมีความเสี่ยงที่แรงงานในอุตสาหกรรมเคมีจะตกงาน ดังนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ห้ามการผลิตหรือการใช้ถุงพลาสติก  

ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลไทยจะสามารถห้ามการใช้ถุงพลาสติกได้จริงๆหรือไม่ แต่รู้สึกตกใจที่รู้ว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเศรษฐกิจ  มีคนบอกว่าเรื่องปลาวาฬในจังหวัดสงขลา (เจอปลาวาฬหลายตัวที่ตายในจังหวัด สงขลาและเจอขยะพลาสติกในท้อง) ทำให้รัฐบาลกับคนทัวไปเข้าใจความสำคัญแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก
https://www.yourselfquotes.com/world-environment-day-slogans-quotes/

Saturday, 6 July 2019

ดัชนี SDGs ของประเทซไทย


หลังจากสหประชาชาติประกาศ SDGs (Sustainable Development Goals เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ประมาณ 4 ปีผ่านไปและ โจรู้สึกว่าจำนวนคนทั่วไปที่รู้เกี่ยวกับ SDGs ก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นด้วย
เพื่อเช็คสถานการณ์การบรรลุเป้าหมาย SDGs สหประชาชาตีพิมพ์รายงานประจำปี โดยาตีพิมพ์รายงานล่าสุดสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รายงานประจำปีนี้ก็มี “ดัชนี SDGs”และปีนี้ประเทศไทยเลื่อนขึ้น 19 อันดับเป็นอันดับที่ 40 ใน 162 ประเทศ โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่าไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน แต่สิงคโปร์เป็นอันดับ 3 ในอาเซียน(อันดับ 66 ในโลก) โจรู้สึกแปลกใจกับผลนี้เพราะว่าสิงคโปร์พัฒนามากกว่าไทย นอกจากนี้แล้วปีที่แล้ว อันดับสิงคโปร์ (อันดับ 43) ดีกว่าไทย (อันดับ 59) ด้วย
ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีสร้างดัชนี SDGs ก็เกี่ยวกับการเปลี่ยนอันดับปีนี้ทำให้เราไม่สามารถเปรียบเทียบอันดับปีนี้กับอันดับปีที่แล้วได้ ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าวิธีสร้างดัชนีปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วหรือไม่ แต่โจยังสงสัยคุณภาพดัชนีปีนี้เพราะว่าการขจัดความยากจนยังเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ในด้านการขจัดความยากจน ประเทศไทยได้ 100 คะแนน (คะแนนดีกว่าสิงคโปร์กับญี่ปุ่น) คิดว่ามีความเป็นไปได้ที่อันดับของประเทศไทยจะลดลง ถ้าสหประชาชาติจะเปลี่ยนวิธีสร้างปีหน้า
อยากให้รัฐบาลไทยพยายามบรรลุ SDGs ต่อไป โดยไม่พอใจกับอันดับปีนี้มากไป
https://sdgindex.org/reports/sustainable-development-report-2019/



Monday, 1 July 2019

ระบบการศึกษาของโรงเรียนประถมในไทยกับญี่ปุ่น


อาทิตย์ที่แล้วโจได้มีโอกาสเช็คข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาของโรงเรียนในไทยกับญี่ปุ่น และรู้สึกตกใจที่รู้ว่านักเรียนคนไทยเรียนนานกว่าญี่ปุ่นเยอะ หลักสูตรของรัฐบาลแสดงว่านักเรียนไทยเรียนปีละ 1,000 ชั่วโมง (ไม่เกี่ยวกับชั้นปี) แต่นักเรียนญี่ปุ่นเรียนปีละ 850 ถึง 1,015 คาบเรียน เพราะว่า หนึ่งคาบเรียนของญี่ปุ่น คือ 45 นาที นักเรียนญี่ปุ่นเรียน ระหว่าง 638 ถึง 761 ชั่วโมง  สงสัยว่าการเรียนปีละ 1,000 ชั่วโมงนานเกินไปสำหรับเด็ก (โดยเฉพาะ ป.1)


การเปลี่ยนเจ้านาย


ตอนนี้โจกำลังจะถูกเปลี่ยนเจ้านายตั้งแต่เดือนนี้ เจ้านายเก่าเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของแผนการวิจัย และเจ้านายใหม่จะมาอีกใน ๒-๓ อาทิตย์ (ตอนนี้เขาทำงานที่โอซาก้าและจะต้องให้ลูกน้องรับงานก่อนย้ายมาโตเกียว) เพราะว่าโจไม่เคยทำงานกับเจ้านายใหม่คนนี้ เลยไม่แน่ใจว่าสถานการณ์การทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร สำหรับเจ้านายเก่า โจใช้เวลาประมาณ ๒ ปี เพื่อปรับตัวกับสไตล์การทำงานของเขา หวังว่าตัวเองจะปรับตัวกับเจ้านายใหม่เร็วกว่าเมื่อก่อน

https://www.azquotes.com/quotes/topics/adaptability.html


Monday, 3 June 2019

รัฐบาลดิจิทัลญี่ปุ่น


วันนี้โจเข้าร่วมงานประชุมที่เกี่ยวกับรัฐบาลดิจิทัล ผู้นำเสนออธิบายเกี่ยวกับระบบ “my number บัตรประจำตัวประชาชนทางดิจิทัล” ประมาณ ๔ ปีที่แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มใจระบบนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการบริหารของรัฐบาล แต่เพราะว่ามีหลายปัจจัย (เช่นเรายังสามารถใช้บัตรอื่นแทนได้  หลายคนรู้สึกกลัวการรั่วไหลของข้อมูลจากระบบนี้ และไม่เห็นข้อดีพิเศษของการใช้บัตรนี้เป็นต้น) ประชาชนไม่ค่อยสนใจการใช้บัตรนี้เท่าไหร่นัก  เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลพยายามแนะนำให้ประชาชนใช้บัตรนี้  ในการประชุมนี้มีคนชี้ให้เห็นว่าถ้ารัฐบาลอยากจะเปลี่ยนการบริหารเป็นดิจิทัลจริงๆ นอกจากแนะนำบัตรนี้แล้ว จะต้องเปลี่ยนระบบเกี่ยวกับตราประทับด้วย ที่ญี่ปุ่นยังมีหลายระบบที่จะต้องใช้ตราประทับ(จึงจำเป็นต้องใช้เอกสารกระดาษ) ผู้นำเสนอก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้ แต่เขาบอกว่าจะเปลี่ยนระบบนี้ก็ยากมากเพราะว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับตราประทับไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ (ถ้ารัฐบาลอนุญาตประชาชนใช้ลายเซ็นดิจิทัลแทนตราประทับ กำไรของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับตราประทับจะลดลง)  นอกจากเรื่องนี้แล้ว โจคิดว่าการปฏิรูปญี่ปุ่นมีหลายอุปสรรคในขณะนี้ โจสนับสนุนประชาธิปไตย แต่อยากจะมีรัฐบาลที่มีความเป็นผู้นำ
https://www.w-us.co.jp/html/page07y.html

วัดปากน้ำ


วันอาทิตย์ที่ผ่านมาโจกับเพื่อนไปเที่ยววัดปากน้ำที่อยู่ที่ญี่ปุ่นมา บรรยากาศเหมือนวัดไทยที่อยู่อีสาน (แถวๆวัดมีแต่ทุ่งนาและคนที่อยู่ในวัดนี้ก็มีแต่คนไทยเท่านั้น) หลังจากเยี่ยมวัดนี้เราแวะสนามบินนาริตะด้วย รู้สึกเหมือนไปเที่ยวไทยมา อยากจะไปที่นี้อีกครั้งเมื่อมีงานเทศกาล


Saturday, 1 June 2019

ยุคสมัยใหม่ของตัวเอง

หลังจากญี่ปุ่นเข้ายุคสมัยใหม่ ประมาณ ๑ เดือนผ่านไปแล้ว แต่ชีวิตประจำวันของโจไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปและรู้สึกว่าตัวเองยังไม่สามารถเข้ายุคสมัยใหม่ได้เลย ไม่รู้ว่ายุคสมัยใหม่สำหรับตัวเองเป็นสมัยแบบไหน แต่โจรู้สึกว่าในทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงตัวเองช้ามากเหมือนเต่า (นอกจากช้ากว่าคนอื่นที่มีความสามารถที่ดีและแล้วยังช้ากว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้ด้วย)

เช่นเพื่อนกับคนที่รู้จักหลายคนเปลี่ยนงานเพื่อเพิ่มประสบการณ์กับรายได้ ตีพิมพ์หนังสือ ได้ปริญญาเอกหรือไปเรียนต่างประเทศ แต่งงานและมีลูก ใช้ภาษาอังกฤษกับไทยเหมือนเจ้าของภาษา โจก็รู้สึกสนใจสิ่งเหล่านี้แต่ยังไม่สามารถบรรลุอะไรเลย โจเข้าใจว่าความสามารถของตัวเองไม่ดีเท่าไร (ยังอยากจะไปข้างหน้าและพยายามอยู่ แต่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนอยู่ staircase landing (บันไดเชื่อม)ที่กว้างใหญ่มากและไม่สามารถขึ้นไปชั้นถัดไปได้

คิดว่าเพราะว่าตัวเองยังอยู่สถานการณ์แบบนี้ รู้สึกประทับใจกับคนที่ไม่ยอมแพ้ ผู้สูงอายุที่เริ่มกิจกรรมใหม่ๆและคำคมที่ให้กำลังใจ เมื่อโจเขียนไดอารี่นี้นึกถึงคำคมของ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง If you can’t fly then run, if you can’t run then walk, if you can’t walk then crawl, but whatever you do you have to keep moving forward.”ถ้าคุณไม่สามารถบินได้ ให้วิ่ง ถ้าคุณไม่สามารถวิ่งได้ ให้เดิน ถ้าคุณไม่สามารถเดินได้ ให้คลาน แต่ไม่ว่าคุณจะทำอย่างไร คุณจะต้องก้าวไปข้างหน้า )

โจอยากจะพยายามต่อไปโดยไม่ยอมแพ้และอยากจะเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของตัวเอง
https://wisdomtoinspire.com/t/martin-luther-king-jr/4ke9wU2P/if-you-cant-fly-then-run

วิญญาณของทะเล(海の幽霊 Umino Yuurei)

อาทิตย์นี้ โยเนสึ เคนชิ นักร้องที่โจชอบปล่อยเพลงใหม่ (ชื่อ 海の幽霊Umino Yuurei วิญญาณของทะเล) เพลงนี้เป็นเพลงสำหรับ หนังเรื่อง ชื่อ海獣の子供 Kaijuu no Kodomo ลูกของสัตว์ประหลาดทะเล โจรู้สึกประทับใจกับ MV นี้ (โจรู้สึกว่า MV นี้สวยมากและเหมาะสมกับหนังด้วย) โจไม่ได้ไปโรงหนังที่ญี่ปุ่นนานแล้ว แต่ MV นี้ทำให้โจอยากไปดูที่โรงหนัง

วันที่ฝนตก

อาทิตย์นี้โจได้มีโอกาสคิดเกี่ยวกับวันที่ฝนตก สมัยก่อนโจไม่ชอบวันฝนตกเพระาว่ามีอคติ (รู้สึกว่าวันที่อากาศดีเป็นวันดี และวันที่ฝนตกเป็นวันไม่ดี ) แต่อาจจะเพราะว่าเดี๋ยวนี้มีเวลาอยู่ในตึกเพิ่มขึ้น ความรู้สึกนี้ค่อยๆเปลี่ยนไปและตอนนี้ฝนจะตกหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกอีกต่อไป (แต่ไม่ชอบเดินข้านงอกเมื่อฝนตกโดยเฉพาะในฤดูหนาว) ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังจะเข้าฤดูฝน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรแต่โจเริ่มชอบฤดูนี้เพราะว่าเริ่มสนใจกับความสวยของ Hydrangea (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ดอกอะจิไซ) นอกจากนี้แล้ว โจชอบพักผ่อนที่ร้านที่บรรยากาศดีและดูฝนตกจากข้างในร้าน 

ดูเหมือนว่าฝนตกมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชีวิตประจำวันของญี่ปุ่นมาเนิ่นนาน ภาษาญี่ปุ่นมีคำศัพท์หลายชนิดเกี่ยวกับฝนตกมากกว่า 400 คำ แต่อาจจะเพราะว่าสมัยนี้เรายุ่งมากขึ้นแล้ว โจคิดว่าเราไม่ค่อยมีเวลาสังเกตเห็นความสวยในสายฝนเท่าไหร่ (ทำให้โจนึกถึงคำคมของ Bob Marley “Some people feel the rain, others just get wet (บางคนสามารถสัมผัสความรู้สึกที่มากับสายฝนได้ และบางคนก็แค่ตัวเปียกเท่านั้นเอง)” ) ปีนี้อยากจะหาเวลาที่รู้สึกความสวยในสายฝนโดยพักผ่อนที่ร้านกาแฟที่บรรยากาศดี
http://www.lovethispic.com/image/80076/some-people-feel-the-rain-others-just-get-wet

Sunday, 26 May 2019

การเลือกตั้งของประเทศอินเดีย


อาทิตย์นี้ประเทศอินเดียประกาศผลของการเลือกตั้ง นอกจากโจแล้ว หลายคนรู้สึกตกใจที่รู้ว่าพรรคของนายกโมทีชนะขาดลอย (หลายคนคิดว่าพรรคนายกโมดิจะชนะ โดยจำนวนที่นั่งลดลงกว่าเดิม แต่จำนวนกลับเพิ่มขึ้น) ความท้าทายของรัฐบาลโมทีครั้งที่ ๒ คือ สร้างงาน เพิ่มความมั่นคงเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหามลภาวะ
Times of India (as of May 2019)

คอร์ส 10 นาทีที่สระว่ายน้ำ


อาทิตย์ที่แล้วเมื่อโจไปว่ายน้ำ โจเข้าร่วมคอร์ส 10 นาที /10 minutes free lesson (พนักงานสอนวิธีว่ายน้ำให้ลูกค้าใน 10 นาทีฟรี )” โจว่ายน้ำมานานมาโดยไม่ได้เรียน ทำให้เข้าใจว่าการเรียนโดยมีผู้สอนดีมาก (เรียนแค่ 10 นาที แต่ได้เรียนรู้หลายสิ่ง) เป้าหมายของโจที่ไปว่ายน้ำคือรักษาสุขภาพเท่านั้นและไม่ต้องว่ายน้ำเร็วๆ แต่อยากจะว่ายน้ำให้เก่งกว่าตอนนี้ 
https://www.se-sports.or.jp/sougou-p/#


สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน


ตั้งแต่เมื่อก่อนหลายคนรู้สึกกังวลกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน โจคิดว่าเดือนนี้สถานการณ์แย่ลงอีกอย่างรวดเร็วและรู้สึกว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะพังทลาย (ปัญหานี้ไม่น่าจะจบได้ง่ายๆ) ตอนนี้หลายประเทศยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้ง ๒ ประเทศ แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น มีความมเป็นไปได้ที่หลายประเทศจะต้องเลือกฝังอเมริกาหรือจีน (เช่น ถ้าบริษัทญี่ปุ่นอยากจะทำธุรกิจกับจีน จะทำธุรกิจกับอเมริกายากขึ้น)
https://middlechildcatholicpriest.com/2018/02/18/among-wild-beasts-angels/broken-world/
เดือนหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นจะจัด G20 ที่โตเกียวและจะมีการเจรจาหลายเรื่อง แต่ไม่แน่ใจว่าสหรัฐอเมริกากับจีนจะยุติสงครามการค้าหรือไม่

Sunday, 12 May 2019

ไปทานอาหารกับรุ่นพี่


เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโจไปทานอาหารกับรุ่นพี่ที่เคยทำงานที่บริษัทของโจ 
https://www.shahoden.com/passion/
หลังจากทำงานที่บริษัทโจราวๆ 6 ปีที่แล้ว เขากลับไปทำงานที่ธนาคาร แต่เขายังรู้สึกสนใจการวิเคราะห์เศรษฐกิจปีนี้เขาจึงเปลี่ยนงาน ตอนนี้เขาทำงานเป็น Strategist (นักยุทธศาสตร์) ดูเหมือนว่าการทำงานคล้ายกันกับ Economist ของบริษัทหลักทรัพย์ แต่รู้สึกตกใจที่รู้ว่าตำแหน่งของเขาจะต้องวิเคราะห์ทุกเรื่อง(ทุกประเทศกับทุกอุตสาหกรรม)ที่นักลงทุนรู้สึกสนใจ โจคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับงานแบบนี้(อยากจะเข้าใจให้ลึกมากกว่ากว้าง) แต่เคารพคนที่สามารถวิเคราะห์หลายประเทศพร้อมกันได้

ยืมหนังสือ


ปกติโจชื้อหนังสือที่ Book off (สำหรับหนังสือมือสอง) กับ Amazon (สำหรับหนังสือใหม่)และไม่เคยยืมหนังสือจากห้องสมุดมานานแล้ว (มากกว่า ๒๐ ปี) แต่เดี๋ยวนี้โจเริ่มใช้บริการของห้องสมุดใหม่ที่เปิดแถวๆบริษัทและเข้าใจว่าสำหรับหนังสือที่ไม่ต้องเก็บอ่านหลายครั้งจะยืมดีกว่าซื้อ ห้องสมุดที่โจไปเป็นห้องสมุดเล็กๆและจำนวนหนังสือก็ไม่มากแต่มีบริการที่ยืมหนังสือจากห้องสมุดอื่นได้ เมื่อโจเช็ค แค็ตตาล็อกหนังสือใน OPAC (Online Public Access Catalog) ก็เข้าใจว่าหนังสือใหม่ๆก็สามารถยืมได้ (มีบริการจองด้วย) สิ่งที่รู้สึกกลัวนิดหน่อยคือทำหนังสือหาย แต่ยกเว้นเรื่องนี้มีแต่ข้อดีทั้งนั้น (ฟรี ไม่ต้องเก็บหรือทิ้งหนังสือที่ซื้อ)
https://library.city.shinagawa.tokyo.jp/tabid/154/Default.aspx

ระหว่างวันหยุด Golden Week ปีนี้โจอ่านหนังสือหลายเล่น ที่รู้สึกสนใจมากคือ “มาร์ติน ลูเทอร์ คิง กับ แมลคัม เอ็กซ์” บทที่หนึ่งกับสองแนะนำชีวิตของพวกเขาและบทที่สามกับสี่อธิบาย ความคล้ายคลึงกันกับความแตกต่าง  โครงสร้างของหนังสือนี้เข้าใจได้ง่ายมากและเนื้อหาก็น่าสนใจ (เคยเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขา แต่มีหลายเรื่องที่ยังไม่รู้หรือลืมแล้ว) หลังจากอ่านหนังสือเล่นนี้ตอนนี้โจอ่านหนังสืออีกเล่นที่เกี่ยวกับชีวิตแมลคัม เอ็กซ์ ดูเหมือนว่านักเขียนใช้เวลามากกว่า ๑๐ ปี เพื่อเขียนหนังสือนี้ เพราะว่าเขารู้สึกสงสัยกับความถูกต้องของอัตชีวประวัติของเขากับหนังสืออื่นที่เกี่ยวกับแมลคัมเอ็กซ์และเขาคิดว่าควรจะเช็คทุกอย่างอีกครั้งเอง โจรู้สึกประทับใจกับความพยายามของนักเขียนคนนี้  หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ อยากจะอ่านหนังสือแบบนี้เกี่ยวกับมาร์ติน ลูเทอร์ คิงด้วย
https://www.amazon.co.jp/%E3%82%AD%E3%83%B3%E3%82%B0%E7%89%A7%E5%B8%AB%E3%81%A8%E3%83%9E%E3%83%AB%E3%82%B3%E3%83%A0X-%E8%AC%9B%E8%AB%87%E7%A4%BE%E7%8F%BE%E4%BB%A3%E6%96%B0%E6%9B%B8-%E4%B8%8A%E5%9D%82-%E6%98%87/dp/4061492314


Monday, 29 April 2019

บริษัท 山一(Yamaichi)


เพราะว่ายุคเฮเซกำลังจะจบลง อาทิตย์นี้ทีวีกับหนังสือพิมพ์ต่างทบทวนเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นในประมาณ ๓๐ ปี ที่ผ่านมา โจเกิดในยุคโชวะและเติบโตขึ้นในยุคเฮเซ แต่ก่อนเริ่มทำงานโจไม่ค่อยสนใจกับเรื่องเศรษฐกิจญี่ปุ่นและมีหลายเรื่องที่แค่เคยได้ยินผ่านหูเท่านั้น อาทิตย์นี้โจเช็ควีดีโอเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจในยุคเฮเซใน YouTube และเจอวีดีโอที่รู้สึกสนใจมาก เรื่องนี้เป็นการล้มละลายของบริษัท 山一証券Yamaichi Securities (บริษัทหลักทรัพย์)ในปี 1997  ปีนี้ที่ไทยมีวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็มีหลายปัญหาเช่นกัน เมื่อก่อน ญี่ปุ่นมี ๔ บริษัทหลักทรัพย์ที่ใหญ่ (野村Nomura, 日興Nikko, 大和Daiwa และ 山一 Yamaichi) แต่เพราะว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ดี (ราคาหุ้นก็ไม่ดีด้วย) กำไรของบริษัทหลกทรัพย์ก็ไม่ดี แต่บริษัท 山一 Yamaichi ทำ window‐dressing กับงบการเงิน (ในเอกสารงบการเงินสถานการณ์ธุรกิจดูไม่มีปัญหา แต่จริงๆแล้วไม่มีกำไรเลยและมีหนี้มาก)  ประธานบริหารที่จะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ลาออกก่อนปัญหานี้จะเปิดเผยและให้ประธานบริหารคนใหม่(คุณ Nozawa) รับผิดชอบก่อนที่เขาจะเป็น CEO คนใหม่ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปัญหานี้และรู้สึกตกใจมากๆ เขาพยายามหาวิธีที่แก้ไขปัญหานี้ แต่ภายใน ๑๐๐ วัน บริษัทก็ล้มละลาย (ปีนั้นเป็นครบรอบ ๑๐๐ ปี ของบริษัท)
https://diamond.jp/articles/-/107726
โจรู้สึกประทับใจกับ CEO คนนี้  เพราะว่าเมื่อเขาประกาศการล้มละลายของบริษัท เขาไม่หาข้อแก้ตัว เขาบอกว่าความรับผิดชอบของทุกอย่างอยู่กับตัวเองเท่านั้นและพนักงานทุกคนเป็นคนดีมีความสามารถ (เมื่อบริษัทมีปัญหา CEO ส่วนใหญ่บอกว่าความรับผิดชอบอยู่กับคนอื่นและไม่อยากจะรับผิดชอบ) นอกจากนี้แล้วเขาขอบริษัทอื่นพิจารณารับพนักงาน 山一 ห้โอกาสทำงานด้วยโดยร้องไห้ไปด้วย (หลังจากบริษัทนี้ล้มละลายแล้ว เขาเอาประวัติการทำงานของพนักงานหลายคนไปเสนอบริษัทอื่นเพื่อหาโอกาสทำงานสำหรับพวกเขา) หลังจาก CEO คนนี้ประกาศบริษัทล้มละลาย นักข่าวสัมภาษณ์พนักงานหลายคนบอกว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร โจรู้สึกประทับใจกับทัศนคติของพวกเขาด้วย ทุกคนกังวลผลเสียของการล้มละลายต่อลูกค้ามากกว่าผลเสียต่อตัวเอง หลายคนบอกว่าความรับผิดชอบของการตกงานที่มาจากการล้มละลายบริษัทก็อยู่กับตัวเองเพราะว่าตัวเองเลือกบริษัทนี้และเลือกที่จะไม่ลาออกเปลี่ยนงานก่อนบริษัทล้มละลาย ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมี CEO กับพนักงานแบบพวกเขาแค่ไหน แต่อยากจะให้ ทุกๆคนเป็นแบบ CEO คนนี้

Saturday, 20 April 2019

Top 10 GDP ของโลก


อาทิตย์นี้โจวิเคราะห์ GDP ของหลายประเทศเพื่อศึกษาว่า Top 10 ของ GDP ในโลกจะเปลี่ยนอย่างไรใน 10 ปีข้างหน้า Top 10 ในตอนนี้ คือ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อินเดีย อิตาลี บราซิล แคนาดา ตามลำดับ (ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 26 ) 

โจเริ่มเช็คระดับ GDP เพราะว่าเร็วๆนี้รัฐบาลอินเดียได้ประกาศว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัวเป็นอันดับที่สามของโลก ในปี 2030 โดยแซงญี่ปุ่นไป เพราะว่าโจรู้ว่าบางครั้งรัฐบาลอินเดียประกาศเป้าหมายใหญ่มากเกินไปโดยไม่ค่อยคิดถึงความเป็นไปได้ โจจึงวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเช็คความเป็นไปได้นี้  นอกจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว ระดับ GDP ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนเงินด้วย นอกจากนี้การคาดคะเนก็ไม่ง่ายและมีความไม่แน่นอน แต่โจคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจอินเดียจะใหญ่กว่าญี่ปุ่นราวๆปี 2030 เหมือนที่รัฐบาลอินเดียประกาศ (แม้ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัวช้ากว่าที่คิดเอาไว้และค่าเงินเยนแข็งขึ้นมาก เศรษฐกิจอินเดียอาจจะใหญ่กว่าญี่ปุ่นก่อนปี 2035 ) นอกจากนี้แล้ว ประเทศจีนอาจจะเป็นอันดับที่หนึ่งและความสำคัญของเศรษฐกิจเอเซียในประเทศกำลังพัฒนาจะสูงขึ้น การดาดการณ์นี้ใช้ GDP จาก IMF (เพราะว่า IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกถึง ปี 2024)  สิ่งที่โจรู้สึกสนใจในข้อมูลIMF คือการคาดการณ์ว่าค่าเงินเยนจะแข็งขึ้นต่อดอลลาร์ใน 5 ปีหน้า ไม่แน่ใจว่าเทรนนี้จะดำเนินต่อไปหลังจาก ปี 2024 ปีหรือไม่ แต่แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกือบจะเป็นศูนย์มานาน มีความเป็นไปได้ที่ความสำคัญของญี่ปุ่นต่อเศรษฐกิจโลกจะไม่ค่อยเปลี่ยน รู้สึกสนใจว่า 10 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจโลกกับตัวเองจะเป็นอย่างไรบ้าง