Saturday, 16 June 2012

การไปเที่ยวเชียงใหม่

๒ อาทิตย์ที่แล้วโจไปเที่ยวเชียงใหม่มา (สำหรับนักท่องเที่ยงเชียงใหม่มีชื่อเสียงมาก แต่สำหรับโจแล้วเป็นการไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งแรก)
โจไปเที่ยวหลายที่ วันแรกมาถึงเชียงใหม่ราวๆ บ่ายสาม และ ไปเดินเล่นแถวๆโรงแรมและไปไนท์ซาฟารี  (สนุกมากแต่ง่วงนอนมากแล้ว)
วันที่ ๒ ไปปางช้างและไปขี่ช้าง(เคยขี่ช้าง ๒-๓ ครั้งแต่ ครั้งนี้ก็สนุกมาก) หลังจากนั้นไปดูการแสดงของช้าง ตกใจที่รู้ว่าช้างสามารถวาดรูปภาพได้เก่งมาก(อยากรู้วิธีการสอนการวาดรูปให้ช้าง)
นอกจากนี้แล้วไปเล่นการโหนสลิงด้วย เพิ่งเล่นเป็นครั้งแรกแต่ไม่ค่อยกลัวและสนุกมาก หลังจากนั้นไปล้องแพด้วย (จริงๆโชคดีเพราะล้องแพเสร็จฝนตกหนัก)
ก่อนกลับโรงแรมไป วัดพระธาตุดอยสุเทพ วิวสวยดีมาก คิดว่าสถาปัตยกรรมคล้ายกับวัดประเทศลาว คิดว่าที่เชียงใหม่มีนักท่องเที่ยวคนจีนกับเกาหลีมากแต่ไม่ค่อยมีคนญี่ปุ่น
ในตอนกลางคืนก็ไปเที่ยวหลายที่ไปทาน ขันโตก ( อาหารแบบเชียงใหม่) ทานอาหารโดยดูการแสดงก็น่าสนใจมาก หลังจากนั้นก็ไปเดินเล่นหลายที่
จองโรงแรมที่อยู่ที่ที่เงียบแต่ไม่ค่อยได้พักผ่อนทำตัวตามสบายที่โรงแรม


วันที่ ๓  ก็มีกิจกรรมหลายอย่าง ตอนเช้าไปเดินเล่นที่ตลาดและไปดูของ (ดูเหมือนว่า แคบหมู มีชื่อเสียงมาก)

ตอนบ่าย กลับกรุงเทพฯเมื่อไปโรงแรมมีเรื่องแปลกใจ โจช่วยคนญี่ปุ่น ๒ คน(สามีกับภรรยาอายุมากกว่า ๕๐ ปี) ที่ดูเหมือนว่ามีปัญหาเกี่ยวกับวิธีซื้อตั๋วไปที่สถานีพญาไท ไม่รู้ว่าทำไมแต่พวกเขารู้สึกดีใจมากและเชิญไปทานอาหาร  ไปทานอาหารจีนกับพวกเขาก็สนุกมากเพราะมีโอกาสที่คุยกับคนแบบที่ปกติโจไม่มีโอกาสรู้จัก (ที่ญี่ปุ่นไม่เคยมีโอกาสที่ไปทานอาหารกับคนที่รู้จักที่สถานีรถไฟ)
ไปเที่ยวหลายที่สนุกมากๆ แต่คิดว่าโจไปเที่ยวมากไปโดยไม่ค่อยพักผ่อน วันที่ ๔ โจก็เลยเจ็บคอ (และหลังจากกลับมาจากประเทศไทยไม่สบายราวๆ ๒ อาทิตย์) 
เมื่อกลับญี่ปุ่นโจเข้าใจผิดว่าโจจะมาถึงสนามบินฮาเนดะ(สนามบินที่อยู่ใกล้บ้านโจ)แต่ จริงๆแล้วมาถึงสนามบิน นาริตะ(สนามบินที่อยู่ไกลจากบ้าน) หลังจากมาถึงโจตกใจมากๆและรู้สึกแย่เพราะพ่อมารับโจที่สนามบินฮาเนดะ คิดว่าโจจริงๆเลินเล่อมากๆ
คราวหน้าอยากไปเที่ยวหลายที่โดยพักผ่อนมากกว่าครั้งนี้



   

Sunday, 20 May 2012

การเขียนรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพม่า


ตั้งแต่เดือนที่แล้วโจเริ่มวิจัยและเขียนรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพม่า (เมื่อโจเขียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศพม่าในไดอารีโจเขียนว่าถ้าโจจะเขียนรายงาน อยากจะเขียนสิ่งที่รายงานอื่นยังไม่ค่อยเขียน)
ตอนนี้โจวิจัยและเขียนเกี่ยวกับการนำเข้ากับส่งออก สถิติของประเทศพม่าบอกว่าการส่งออกมีมากกว่าการนำเข้าและรายงานสว่นใหญ่ใช้ข้อมูลนี้และคาดว่าการเกินดึลการค้านี้จะเพิ่มขึ้นต่อไป 
แต่โจคิดว่าข้อมูลของประเทศพม่าไม่ถูกและตอนนี้มีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก และการขาดดุลการค้านี้จะเพิ่มขึ้น
โจคิดแบบนี้เพราะสถิติของประเทศอื่นบอกว่าประเทศอื่นส่งออกมากกว่าที่สถิติพม่าบอกการเพิ่มขึ้นของการส่งออกจะใช้เวลานานเพราะสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ(เช่นคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ระบบธุรกิจสำหรับบริษัทต่างประเทศเป็นต้น)ยังไม่ค่อยดีในขณะที่การนำเข้าอาจจะเพิ่มขึ้นมากในระยะสันเพราะรัฐบาลกำลังลดการจำกัดการนำเข้าอยู่ 
โจก็เลยคิดว่าประเทศพม่าอาจจะมีปัญหาที่มาจากการขาดดุลการค้า ยังไม่แน่ใจว่าความคิดนี้ถูกหรือไม่ จะต้องตรวจดูหลายสิ่งก่อน

ประเทศปากีสถานกับอินเดีย


วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศปากีสถานกับอินเดียนักเขียนบอกว่าตั้งแต่สมัยก่อนถึงตอนนี้การส่งออกกับนำเข้าระหว่าง ๒ ประเทศไม่เพิ่มขึ้นเลย

(ในอีกทางหนึ่งการส่งออกกับนำเข้าระหว่างประเทศอินเดียกับจีนเพิ่มขึ้นมาก)ทุกคนรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศไม่ดีเลยเพราะศาสนาไม่เหมือนกันและมีปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่แคว้นแค้ซเมียร์ด้วย(ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข) 
แต่ในบทความนี้นักเขียนชี้ให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ๒ ประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลปากีสถานก็กำลังพยายามให้ทหารเข้าใจความสำคัญของการส่งออกนำเข้าและกำลังเปลี่ยนแปลงระบบทางการส่งออกนำเข้าระหว่าง ๒ ประเทศนักเขียนบอกว่าถ้าความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศดีขึ้น การส่งออกระหว่างประเทศอินเดียกับยุโรปและ ประเทศอินเดียกับประเทศแถบตะวันออกกลางก็จะเพิ่มขึ้น
โจคิดว่าในระยะยาวความสำคัญของความสัมพันธ์กับประเทศอินเดี่ยจะเพิ่มขึ้น เพราะความสำคัญทางเศรษฐกิจโลกจะย้ายจากประเทศจีนมาที่ประเทศอินเดีย ในตอนนั้นประเทศที่อยู่ใกล้กับประเทศอินเดียเช่นประเทศบังคลาเทศ กับ ศรีลังกาก็จะได้รับผลดีที่มาจากการพัฒนาของประเทศอินเดีย

แต่ดูเหมือนว่าบริษัทญี่ปุ่นยังไม่ค่อยทำธุรกิจในประเทศแถบนี้ นอกจากประเทศพม่าแล้ว โจกำลังหาหัวข้อการวิจัยเกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนา คิดว่าเขียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ก็ดี

อ้างอิง
Clever steps at the border (From The Economist May 12th 2012)

ปูนิ่มผัดผงกะหรี่


วันนี้โจไปทานอาหารไทยที่ร้านอาหารชื่อ ร้านอาหารสรวงสวรรค์ และทานปูนิ่มผัดผงกะหรี่เป็นครั้งแรก (จริงๆแล้วโจเคยทานปูผัดผงกระหรีหลายครั้งแต่ไม่เคยทานปูนิ่มผัดผงกะหรี่)
โจรู้สึกแปลกใจมากที่รู้ว่าปูนิ่มผัดผงกะหรี่นั้นทานง่ายกว่าปูผัดผงกะหรี่และรู้สึกอร่อยกว่าปูผัดผงกะหรี่ด้วย นอกจากอาหารจานนี้แล้วโจรู้สึกว่าส้มตำของร้านนี้ก็ทานง่ายและอร่อยมาก
โจไม่แน่ใจว่าที่โจรู้สึกว่าทานส้มตำของร้านนี้ง่ายนั้นเป็นเพราะเดี๋ยวนี้มีโอกาสไปทานอาหารไทยมากขึ้นหรือโจชินกับอาหารเผ็ดมากกว่าเมื่อก่อน หรือ เป็นเพราะรสชาติอาหารของร้านนี้ถูกปากโจมาก
ยังไงก็ตามอยากไปทานอาหารที่ร้านนี้อีกครั้ง

ไปดูหนัง“สู้ต่อไปลูเซียส


อาทิตย์ที่แล้วโจไปดูหนังเรื่อง สู้ต่อไปลูเซียส(หนังเรื่องนี้ทำมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น)
หนังเรื่องนี้เป็นหนังตลก   ลูเซียสเป็นคนที่สร้างอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ในสมัยโบราณ  ไม่รู้ว่าทำไมแต่เขาข้ามเวลามาที่ประเทศญี่ปุ่นในสมัยนี้ เขารู้สึกตกใจที่รู้จักเทคโนโลยีทางด้านอ่างอาบน้ำของญี่ปุ่น 
(เขารู้สึกเสียใจมากที่รู้ว่าประเทศอื่นมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าโรม)  เขาเรียนรู้หลายสิ่งแล้วกลับมาสร้างอ่างอาบน้ำใหม่ เรื่องนี้สนุกมากเพราะสำหรับคนญี่ปุ่นอะไรๆก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเขาอะไรๆก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ เดี๋ยวนี้โจยุ่งมากและไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน โจก็เลยดีใจมากที่ได้เปลี่ยนบรรยากาศ
ไม่แน่ใจว่าคนต่างชาติก็เข้าใจความสนุกของหนังเรื่องนี้เหมื่อนกับคนญี่ปุ่นหรือไม่
 (สำหรับคนญี่ปุ่น การไปเข้าบ่อน้ำร้อนกับคนอื่นหลายคนโดยไม่ใส่เสื้อผ้าก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ดูเหมือนว่าที่ประเทศอื่นไม่ค่อยมีวัฒนธรรมแบบนี้  นอกจากลูเซียสแล้ว คนต่างชาติสมัยนี้ก็อาจจะรู้สึกตกใจกับวัฒนธรรมทางการอำบน้ำของญี่ปุ่น)

Sunday, 13 May 2012

อุตสาหกรรมการผลิตในอนาคต

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่อาจจะทำให้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการผลิตในอนาคต (นักเขียนบอกว่า “การปฏิวัติที่ 3 กำลังเกิดขึ้นอยู่” )
เขาบอกว่าในอนาคตหลายโรงงานอาจะใช้ “เครื่องพิมพ์สามมิติ” และการทำงานของพนักงานที่ประกอบชิ้นส่วนเล็กๆจะลดลง (โจไม่รู้ความแตกต่างระหว่างเครื่องพิมพ์สามมิติกับเครื่องพิมพ์ตอนนี้ที่โรงงานส่วนใหญ่ใช้อยู่ แต่นักเขียนบอกว่าเครื่องพิมพ์สามมิติสามารถทำของที่ซับซ้อนที่เครื่องพิมพ์ตอนนี้ทำไม่ได้ได้)
เขาบอกว่าถ้าความสำคัญของแรงงานที่ไม่มีความสามารถลดลง ความจำเป็นในการทำการผลิตที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีแรงงานราคาถูกก็จะลดลงด้วย โรงงานที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาอาจจะกลับมาประเทศพัฒนาแล้วอีกครั้ง
นักเขียนบอกว่าในอนาคตความสำคัญของการศึกษาทางการผลิตจะเพิ่มขึ้นมาก รัฐบาลก็เลยจะต้องพยายามเพิ่มจำนวนแรงงานที่มีการศึกษามาก นอกจากนี้แล้วรัฐบาลไม่ควรจะป้องกันอุตสาหกรรมแบบเก่าโดยใช้ภาษี รัฐบาลควรจะช่วยในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม
โจคิดว่าความเร็วของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมจะขึ้นอยู่กับราคาของเครื่องพิมพ์สามมิติ ถ้าราคาเครื่องนี้แพงมากการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมก็จะเป็นไปอย่างช้าๆ
นอกจากนี้แล้วโจคิดว่าโรงงานที่อยู่ที่ประเทศกำลังพัฒนาและผลิตของสำหรับผู้บริโภคของประเทศพัฒนาแล้วอาจจะย้ายกลับประเทศของเขา แต่เดี๋ยวนี้บริษัทของประเทศพัฒนาแล้วย้ายโรงงานไม่ใช่เพราะราคาแรงงานถูก แต่เป็นเพราะอุปสงค์การบริโภคของประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นมาก
ไม่แน่ใจว่าโรงงานจะกลับมาประเทศพัฒนาแล้วจริงหรือไม่

<อ้างอิง>
The third industrial revolution (From The Economist April 21st 2012)

Sunday, 15 April 2012

อัตราดอกเบี้ย LIBOR

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย LIBOR ( อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารที่อยู่ในลอนดอน)
อัตราดอกเบี้ยนี้มีความสำคัญมากเพราะอัตราดอกเบี้ยนี้เป็นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของ
อัตราดอกเบี้ยอื่นในโลก นอกจากนี้แล้วอัตรานี้แสดงให้เห็นว่าระบบการเงินในโลกมีปัญหาแค่ไหน แต่เดี๋ยวนี้ หลายสำนักงานภาครัฐบาลเริ่มตรวจสอบธนาคารเพราะสำนักงานเหล่านี้รู้สึกสงสัยว่าธนาคารบอกอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารไม่ถูก
 (สมาคมนายธนาคารของอังกฤษคาดคะเนอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยระหว่างธนาคารโดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่หลายธนาคารบอก เมื่อสมาคมนายธนาคารไม่ได้รับข้อมูล  สมาคมนายธนาคารก็จะคาดคะเนเอง)
นอกจากครั้งนี้แล้ว ก็ยังมีตอนเศรษฐกิจไม่ค่อยดีเช่นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในปี ๒๕๕๑ ด้วย เพราะเมื่อความเสี่ยงในตลาดการเงินเพิ่มมากขึ้น LIBOR ก็มักจะเพิ่มขึ้นด้วย แต่บางธนาคารไม่อยากให้ทุกคนรู้ว่าธนาคารมีความเสี่ยง
ตอนนี้สำนักงานภาครัฐบาลกำลังหาวิธีป้องกันธนาคารให้ข้อมูลเท็จและสมาคมนายธนาคารของอังกฤษก็กำลังหาวิธีคาดคะแนที่ดีกว่าตอนนี้อยู่ โจคิดว่ามีหลายวิธีที่ป้องกันปัญหานี้ได้ เช่นรัฐบาลสามารถทำโทษธนาคารที่ให้ข้อมูลเท็จได้  และสมาคมนายธนาคารของอังกฤษก็สามารถเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยออริจินัล ด้วยได้ (เนื่องจากตอนนี้สมาคมนายธนาคารของอังกฤษ ไม่ใช้ข้อมูล อัตราดอกเบี้ยที่สูงหรือต่ำมากเกินไป )
โจรู้สึกแปลกใจว่าทำไมทุกคนถึงใช้ LIBOR เป็นอัตรามาตรฐานโลก เพราะว่านอกจาก LIBOR แล้วหลายประเทศก็มีอัตราดอก เบี้ยแบบนี้ด้วยเช่นกัน เช่น มี EURIBOR กับ TIBOR   เป็นต้น

<อ้างอิง>
Cleaning up Libor (From The Economist April 7th 2012)
An expensive smoking gun (From The Economist April 7th 2012)

Sunday, 8 April 2012

การเปลี่ยงแปลงของประเทศพม่า (๒)

ในไดอารี่ของเดือนตุลาคมปีที่แล้วโจเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยงแปลงของประเทศพม่า (ตั้งแต่ราวๆ ๒ ปีที่แล้ว สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศพม่าเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมาก) หลังจากตอนนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ดำเนินต่อไปและจำนวนบทความเกี่ยวกับประเทศพม่าก็เพิ่มขึ้นด้วย
อาทิตย์ที่แล้วมีการเลือกตั้งสำหรับตำแหน่งที่ว่างในรัฐบาลและกลุมที่สนับสนุนนางอองซานซูจีชนะที่นั่งส่วนมาก(ได้รับ  ๔๓ ที่นั่งจาก ๔๕ ที่นั่ง)
นอกจากนี้แล้วรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงระบบการเงินทางอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย(ก่อนรัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบนี้อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศพม่ามี ๒ อัตรา) การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ทำให้บางประเทศเริ่มคิดการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศพม่าและบางบริษัทได้เริ่มทำธุรกิจในประเทศพม่าแล้ว
แต่นักเขียนบอกว่าการเปลี่ยนแปลงของประเทศพม่ายังไม่เพียงพอเลยและจะใช้เวลานานกว่าที่ทุกคนคิดเอาไว้ และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศพม่าก็ควรจะดำเนินต่อไปดี จริงๆแล้วในการเลือกตั้งตำแหน่งทางการเมืองที่ว่างกลุ่มนางอองซานซูจีชนะแต่ยังคิดเป็นแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ ของที่นั่งทั้งหมดในรัฐบาลเท่านัน และ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ใน ปี ๒๕๕๙  
รัฐบาลของตอนนี้(ทหารเก่า)จะมีอำนาจต่อไปเพราะว่ากฎหมายที่รัฐบาลปัจจุบันกำหนดได้จะปกป้องและสนับสนุนพวกเขาต่อไป นักเขียนบอกว่าสถานการณ์ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีเต็งเส่ง(แต่โจคิดว่านอกจากเขาแล้ว อดีตนายพลตานฉ่วย(ประธานเก่าของทหาร)ก็มีความสำคัญเหมือนกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง)
จริงๆโจรู้สึกว่าจำนวนบทความเกี่ยวกับประเทศพ่มากำลังเพิ่มขึ้น แต่เนื้อความของรายงานสวันใหญ่เหมือนกัน (ประเทศพม่ามีความสามารถทางการพัฒนามากๆแต่มีความเสี่ยงทางการเมืองด้วย) 

ยังไม่แน่ใจว่าจะได้เขียนหรือไม่ แต่โจกำลังคิดว่าในปีนี้จะเขียนรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพม่า ถ้าโจจะเขียนอยากจะเขียนสิ่งที่รายงานอื่นยังไม่ค่อยเขียน(เช่นผลดีกับผลเสียของการพัฒนาประเทศพม่าต่อเศรษฐกิจไทย)


อ้างอิง
The Yangon spring (From The Economist April 7th 2012)
The Lady of all landslides (From The Economist April 7th 2012)

Saturday, 7 April 2012

กองทุนการเงินเอเซีย

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนการเงินเอเซีย(กองรทุนป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเอเซีย)เดี๋ยวนี้หลายคนพูดเรื่องเกี่ยวกับระบบ(วิธี)ป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป


แต่นักเขียนมุ่งเน้นระบบนี้ในเอเซียเพรา ๑๕ ปีที่แล้ว(ในวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเซีย) บางประเทศในเอเซียเคยเกิดสถานการณ์ที่คล้ายกับในยุโรป หลังจากวิกฤตในเอเซีย หลายประเทศ(ประเทศอาเซียนกับ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน) ตัดสินใจว่าควรจะมีระบบที่ช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหา(จึงเกิดสัญญา“ความริเริ่มเชียงใหม่” )

 
จริงๆแล้วระบบนี้มาจากความไม่พอใจกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประทเทศช่วยเหลือประเทศในเอเชีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศทำให้หลายประเทศลดค่าใช้จ่ายทางรัฐบาลลงมาก และปรับอัตราภาษีให้สูงมาก ประเทศในเอเซียก็เลยรู้สึกว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศเข้มงวดมากไป

ในปี ๒๕๔๓ สัญญาถูกนำมาใช้จริงในธนาคารกลางในเอเซีย ในปี ๒๕๕๓ ระบบนี้เปลี่ยนแปลงนิดหน่อยและเปิดสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อตรวจความเสี่ยงทางการเงินในเอเซีย
ในปี ๒๕๕๕ งบประมาณของระบบนี้เพิ่ม ขึ้น ๒ เท่าเพื่อเตรียมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต แต่ระบบนี้ยังไม่เปลี่ยนเป็นกองทุนการเงินเอเซีย(ระบบนี้ คือสัญญราะหว่างธนาคารกลางในเอเซีย) เพราะกองทุนการเงินระหว่างประทเทศกับอเมริกาไม่ค่อยยอมรับการเปิดกองทุนการเงินเอเซีย


นักเขียนชี้ให้เห็นว่าตอนนี้งบประมาณของระบบนี้ยังมีขนาดไม่ใหญ่และถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
การเงินประเทศเหล่านี้จะต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เพราะขั้วอำนาจทางการเงินก็มีการเปลี่ยนแปลงถึงในเอเซีย


แต่โจคิดว่าจะมีกองทุนการเงินเอเซียยากมาก เพราะถ้ากองทุนการเงินเอเซียเปิด กองทุนการเงินเอเซียจะต้องมีอำนาจที่สามารถเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งในประเทศที่ขอความช่วยเหลือได้ แต่คิดว่าหลายประเทศไม่อยากให้กองทุนการเงินเอเซียมีอำนาจมากไป(นอกจากนี้หลายสำนักงานในเอเชียยังไม่มีอำนาจเพียงพอเช่นอาเซียนไม่มีอำนาจที่แก้ไขปัญหาในอาเซียน)



ตั้งแต่เดือนนี้โจจะเริ่มเข้าร่วมการประชุมที่เรียนภาษาอังกฤษในบริษัทอีกครั้ง(ตั้งแต่โจเริ่มทำงานที่รัฐบาลในปีที่แล้ว ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤเป็นประจำ) อยากจะอธิบายเรื่องที่โจเขียนในไดอารี่โดยใช้ภาษาอังกฤษด้วย(การอ่านบทความที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ค่อยยากมาก แต่การอธิบายเป็นภาษาอังกฤษยากมากๆ)


<อ้างอิง>
A rather flimsy firewall (From The Economist Feb 7th 2012)

Sunday, 1 April 2012

ภาษีการบริโภค

วันศุกร์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีตัดสินใจว่ารัฐบาลจะปรับอัตราภาษีการบริโภคให้สูงขึ้น จาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๗ และปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใน ปี ๒๕๕๘ (แต่ยังไม่แน่ใจว่านโยบายนี้จะถูกบังคับใช้ตามกฎหมายหรือไม่ การตัดสินใจนี้จะใช้เวลาอีกอย่างน้อย ๔-๖ เดือน)
นักการเมืองบางคนบอกว่านโยบายนี้จะต้องมีความยืดหยุ่น เช่นถ้าเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๗ แย่กว่าที่รัฐบาลคาดเอาไว้ ก็ไม่ปรับเพิ่มอัตราภาษี ถ้าเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะถดถอยหลังจากรัฐบาลปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้น จะระงับการใช้นโยบายนี้ชั่วคราวเป็นต้น
 บางคนคิดว่าการมีความยืดหยุ่นนี้เป็นเรื่องดี แต่บางคนไม่ยอมรับความคิดนี้เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำให้อัตราภาษีสูงขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นต่อไปและปัญหานี้จะทำให้เกิดผลเสียใหญ่ต่อเศรษฐกิจในอนาคต





โจคิดว่าถ้านโยบายนี้จะมีความยืดหยุ่นแบบนี้ จะทำให้แผนกที่คาดคะเนสถิติทางเศรษฐกิจ(เช่นแผนกบัญชีประชาชาติ)มีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่คิดว่าความยืดหยุ่นของนโยบายนี้ไม่ควรจะขึ้นอยู่กับแค่ตัวเลขของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและรัฐบาลควรจะตัดสินใจโดยคิดถึงหลายๆปัจจัยด้วย 
เพราะนอกจากสถานการณ์เศรษฐกิจ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับวิธีคาดคะเนด้วย (วิธีการปรับตัวเลขตามฤดูกาลมีหลายวิธีและการเลือกวิธีที่จะใช้ยากขึ้น) นอกจากนี้แล้วบางทีอัตราการเติบโตก็เปลี่ยนแปลงหลังจากมีข้อมูลใหม่ด้วย เมื่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจมีความใกล้เคียงตัวเลขเป้าหมาย การตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับแค่ตัวเลขทำให้มีความเสี่ยงที่รัฐบาลจะตัดสินใจผิด

โจคิดว่าถ้านโยบายนี้จะมีความยืดหยุ่นที่ขึ้นอยู่กับตัวเลขสถิติ ความสำคัญของความถูกต้องของสถิติก็จะเพิ่มขึ้น (แต่ตอนนี้การที่จะเพิ่มจำนวนพนักงานของแผนกสถิติก็ยากมาก) โจช่วยการวิจัยวิธีคาดคะเน GDP  ที่แผนกบัญชีประชาชาติมา ๑ ปี และรู้สึกว่านอกจากวิธีคาดคะเนแล้วแผนกนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลด้วย(ตอนนี้พนักงานทุกคนย้ายแผนกทุก ๒-๓ ปีและไม่มีเวลาเพิ่มทักษะในการคาดคะเน) แต่ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลก็ยากมากๆ)