Sunday, 15 April 2018

ไม่สบาย


https://www.pinterest.jp/pin/189573465547512593/

ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว โจเป็นหวัด (มีไข้นิดหน่อยด้วย)  และไม่สบายทั้งอาทิตย์  

โจจึงไปทำงานแค่ วันละ ๒-๓ ชั่วโมงเพื่อเช็คอีเมลและเข้าร่วมการประชุม วันพฤหัสโจใช้วันหยุดและพักผ่อนทั้งวัน 

ยังเวียนหัวอยู่แต่ในที่สุดอาการก็ค่อยๆดีขึ้น รู้สึกว่าครั้งนี้เป็นหวัดนานมากกว่าปกติและเสียเวลามากๆ (นอกจากกินๆนอนๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย)

รู้สึกว่าจะต้องดูแลรักษาสุขภาพมากกว่านี้


Saturday, 7 April 2018

คนแบบไหนเหมาะสมกับนักวิจัยเศรษฐกิจ


อาทิตย์นี้โจกับเพื่อนร่วมงานที่รุ่นเดียวกันมีโอกาสเจอกับนักศึกษาหลายคนที่รู้สึกสนใจที่จะทำงานในบริษัทของโจ โจอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของบริษัทเพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจบริษัทมากขึ้น หลังจากคุยกับพวกเขาแล้ว เพื่อนร่วมงานถามโจว่าตัวเองอยากจะทำงานกับใครและใครเหมาะสมกับการเป็นนักวิจัยเศรษฐกิจของบริษัท โจรู้สึกว่าการคุยกับนักศึกษาแค่ ราวๆ ๑ ชั่วโมงไม่เพียงพอที่จะทำให้รู้ว่าใครเหมาะสมกับการเป็นนักวิจัยเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงไม่กล้าเลือกใครโดยที่ไม่รู้รายละเอียดของพวกเขา (ไม่มีใครที่นิสัยแรงหรือแปลกมากไป โจจึงรู้สึกว่าจะทำงานกับใครก็ได้)
https://quotefancy.com/quote/1224278/Daniel-Handler-I-don-t-know-if-you-ve-ever-noticed-this-but-first-impressions-are-often

ถ้าเรากำลังจะจ้างพนักงานขายที่ต้องเจอกับลูกค้า ความประทับใจเมื่อแรกพบกับความสามารถในการสื่อสารอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  แต่โจคิดว่าสำหรับอาชีพนี้ ปัจจัยอื่นเช่น ความสามารถที่คิดให้ซับซ้อนและนานๆโดยไม่ยอมแพ้และความสนใจกับการวิจัยสำคัญมากว่าความสามารถในการสื่อสาร
แม้ว่าความประทับใจเมื่อแรกพบของพวกเขา/เธอไม่ดีเท่าไรเพราะว่าพวกเขาไม่มีความสามารถที่ดีในการสื่อสารและอธิบายความคิดเห็นไม่เก่งในการสัมภาษณ์ แต่ถ้าพวกเขามีเวลาพอ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะสามารถคิดความคิดเห็นที่ดีกว่าคนอื่น จริงๆแล้ว เพื่อนร่วมงานของโจหลายคนไม่ค่อยมีความสามารถด้านการสื่อสาร โจจึงรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานเป็นพวกถือตัวและไม่มีความเกรงใจเพราะว่าพวกเขาพูดถึงนักศึกษาที่เหมาะสมกับบริษัทโดยไม่ดูเอง ไม่รู้ว่าพวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีความสามารถในการเลือกนักศึกษาที่ดีหรือไม่ แต่ในภาษาญี่ปุ่น มีสุภาษิตที่มาจากประวัติศาสตร์ประเทศจีน “千里の馬は常に有れども伯楽は常に有らず (Senri no uma wa tsune ni aredomo hakuraku wa tsune niwa arazu) ” ที่มีความหมายว่า  “แม้ว่าจะมีม้าที่สามารถวิ่งได้วันละ 400 กม.อยู่ แต่คนที่ขาดความสามารถในการเลือกม้าก็ไม่สามารถมองเห็นม้าตัวนั้นได้”  
https://kknews.cc/news/vmxqn5a.html

โจจึงไม่แน่ใจว่าระบบการเลือกนักศึกษาของบริษัทที่ขึ้นอยู่กับความประทับใจเมื่อแรกพบที่มาจากการสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่ดีหรือยุติธรรมหรือไม่  โจคิดว่าเราควรจะคิดลองวิธีอื่นเช่นการฝึกงานหรือให้นักศึกษานำเสนอเกี่ยวกับหัวข้อการวิจัยของตัวเอง เป็นต้น

Saturday, 31 March 2018

นโยบายการเงินของประเทศไทย


อาทิตย์นี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินและเสนอให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ 1.5 เปอร์เซ็นต์ต่อไป โจไม่รู้สึกตกใจกับผลการประชุมนี้เลย แต่รู้สึกสนใจที่ได้รู้ว่ามีกรรมการคนหนึ่งแนะนำให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ เขาเห็นว่าภาวะการเงินตอนนี้ที่ผ่อนคลายต่อเนื่องเป็นเวลานานมาก ถ้าสถานการณ์นี้จะดำเนินต่อไปอีก อาจจะส่งผลให้ประชานประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร

โจก็รู้ว่าความเสี่ยงด้านภาวะการเงินของประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยค่อยๆเพิ่มขึ้นอยู่ เพราะว่าสหรัฐอเมริกากำลังจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สู่งขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลทำให้ค่าเงินของเอเชียลดลงและทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากไปเพื่อป้องกันผลเสียที่อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจที่มาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐอเมริกา บางประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนไม่แข็งและอัตราเงินเฟ้อสู่งอยู่แล้ว (เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ กับ มาเลเซีย เป็นต้น)อาจจะตามกระแสนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา แต่โจไม่เห็นความจำเป็นที่ธนาคารแห่งชาติจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพราะว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งชาติอยู่แล้ว และ ค่าเงินบาทต่อดอลล่าร์ก็ยังแข็ง ถ้าธปท.จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าตอนนี้ โจรู้สึกสงสัยว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์และจะส่งผลเสียให้รูปแบบอื่นต่อเศรษฐกิจหรือไม่ เรื่องนี้ทำให้โจนึกถึงนักวิจัยเศรษฐกิจที่โจเจอเดือนที่แล้วที่ชี้ให้เห็นว่าธปท.จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายใน ปีนี้ 
โจอยากจะศึกษาว่าปัจจัยอะไรทำให้บางคนคิดว่าธปท.จะปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่ออัตราดอกเบี้ย

Sunday, 25 March 2018

หนังสือเกี่ยวกับประเทศไทย


อาทิตย์นี้โจอ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทย 2 เล่ม เล่มหนึ่งคือ “เจ้าสัวเชื้อสายจีนที่สร้างประเทศไทย” หนังสือนี้มาจาก “ชีวิตเจ้าสัว 55 ตระกูลดัง ”ของ ธนวัฒน์ ทรัพย์ไพบูลย์ หนังสือเล่มนี้แนะนำการพัฒนาธุรกิจของเจ้าสัวที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่าที่ตีพิมพ์มาราวๆ 15 ปีที่แล้ว แต่ทำให้โจเข้าใจประวัติศาสตร์ทางการพัฒนาธุรกิจไทยให้ลึกไปอีก โจรู้สึกประทับใจกับความเป็นผู้ประกอบการของพวกเขา 
อีกหนึ่งเล่ม ชื่อ “ความร่วมมือระหวังประเทศ-สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง”  หนังสือนี้แนะนำประวัติศาสตร์ทางการพัฒนาของ “สจล” และอธิบายว่าทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นถึงตั้งใจช่วยพัฒนาของมหาวิทยาลัยนี้ โจได้รู้ว่าผู้บริหารสูงสุดของ NTT (สมัยก่อน บริษัทนี้เป็นรัฐวิสาหกิจ) กับ มหาวิทยาลัย Tokai (คนที่สร้างมหาวิทยาลัยนี้เป็นรุ่นน้องของผู้บริหารสูงสุดของ NTT สมัยที่พวกเขาทำงานที่รัฐบาล) พวกเขาพยายามช่วยพัฒนาสจล. ดูเหมือนว่าความร่วมมือของรัฐบาลญี่ปุ่นมีความเกี่ยวข้องกับค่าปฏิกรรมสงคราม โจรู้ว่านักศึกษาของ สจล.  หลายคนมาเรียนที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่ Tokyo Institute of Technology แต่ไม่ได้รู้ว่ามหาวิทยาลัย Tokai เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่รับนักศึกษาคนไทย
ดูเหมือนว่าจำนวนผู้อ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยมีไม่มาก ทั้ง ๒ เล่มหยุดตีพิมพ์แล้ว ครั้งนี้โจจึงต้องหาหนังสือมือสองในอินเทอร์เน็ต รู้สึกว่าหลังจาก บริษัท amazon เริ่มซื้อขายหนังสือมือสองราวๆ ๓ ปีที่แล้ว ทำให้การหาหนังสือเก่าที่เลิกตีพิมพ์แล้วง่ายขึ้นมาก

Saturday, 17 March 2018

ซีรีส์ Unnatural


ตอนที่โจฟังเพลงใน Youtube โจได้มีโอกาสฟังเพลงของซีรีส์เรื่องหนึ่งโดยบังเอิญ ตอนแรกโจรู้สึกสนใจแค่เพลงนี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไม หลายคน (พวกเขาอาจจะเป็น Youtuber) คัฟเวอร์เพลงนี้         แต่หลังจากฟังเพลงนี้หลายครั้ง โจค่อยๆเริ่มรู้สึกสนใจกับซีรีส์นี้ขึ้นมาด้วย เพราะว่ามีหลายๆคนโพสต์ความคิดเห็นที่ดีมากต่อซีรีส์นี้
ชีรีส์นี้ชื่อ Unnatural เรื่องเกี่ยวกับการตายโดยผิดธรรมชาติกับหมอที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับการชันสูตรพลิกศพ ดูเหมือนว่าเมื่อเปรียยบเทียบกับประเทศอื่น ประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยตรวจสอบการตายที่ผิดธรรมชาติโดยการผ่าตัด เพราะว่าจำนวนหมอไม่เพียงพอ นอกจากนี้แล้ว ครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่อยากให้ผู้เสียชีวิตถูกผ่าตัด (แม้ว่าจะหาสาเหตุการเสียชีวิตได้ แต่ก็ไม่ช่วยให้เค้ากลับมาอยู่ดี แถมยังดูน่าสงสารด้วย)  สถิติเกี่ยวกับการตายโดยผิดธรรมชาติ ราวๆ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หมอตรวจสอบแค่ร่างกายภายนอกและ เพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ทูกผ่าตัด
http://www.tbs.co.jp/unnatural2018/

โจก็เข้าใจความรู้สึกของครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่ก็เข้าใจว่าการตรวจสอบการตายที่ผิดธรรมชาติให้ละเอียดก็สำคัญเพราะว่ามีความเป็นไปได้ที่เขา/เธอถูกฆาตกรรม หรือ การตายที่เกี่ยวกับโรคใหม่ๆ ถ้าเราสามารถรู้สาเหตุจริงของการตายโดยผิดธรรมชาติ เราอาจะสามารถป้องกันการฆาตกรรมกับโรคใหม่ๆได้
ในตอนนี้ยังไม่มีจริง แต่ในซีรีส์นี้รัฐบาลสร้างสำนักงานพิเศษที่มุ่งเน้นการชันสูตรพลิกศพของการตายโดยผิดธรรมชาติ โจดูซีรีส์นี้จบแล้วและก็รู้สึกว่าซีรีส์นี้ก็สนุกดีเหมือนหลายคนบอก คิดว่าเนื้อเพลงก็เหมาะสมกับชีรีส์นี้มากและทำให้ชีรีส์นี้ยังดีขึ้นไปอีก (โจพึ่งได้รู้จักนักร้อง Yonezu Kenshi แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้เขามีชื่อเสียงมากแล้ว) ไม่รู้ว่ามีซับไตเติ้ลSubtitle ภาษาไทยหรือไม่ แต่อยากจะรู้ว่าชีรีส์กับเพลงนี้ก็ถูกใจคนไทยหรือไม่ด้วย



Saturday, 10 March 2018

ความฝันแปลกๆ


ราวๆ ๒-๓ อาทิตย์ที่แล้ว โจมีความฝันแปลกๆที่อาจจะเป็นอุปมานเกี่ยวกับวิถีชีวิตของตัวเองในความฝัน โจเดินเล่นอยู่แถวๆบริษัทหลังจากทานอาหารกลางวัน และสังเกตเห็นว่ามีกลุ่มคนหลายคนร่วมทั้งเพื่อนร่วมงานเดินไปทางเดียวกันโดยใส่ชุดกีฬา โจจึงถามพวกเขาว่าจะไปไหนกันและได้รู้ว่ามีการแข่งขันครั้งใหญ่ (อาจจะเป็น ฟุตบอล) กำลังจะเริ่มและพวกเขากำลังจะไปดูสนามกีฬากลางแจ้งเพราะว่าโจไม่ค่อยรู้สึกสนใจกับกีฬานี้ โจจึงกลับไปออฟฟิศเพื่อทำงานต่อไป  แต่เมื่อกลับออฟฟิศ โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่าทุกคนไปดูการแข่งขันนี้ และโจเป็นคนเดี๋ยวที่อยู่ที่ออฟฟิศ  
โจรู้สึกสงสัยว่าทุกคนไปดูการแข่งกันนี้เพราะว่าทุกคนชอบกีฬานั้นจริงๆหรือเพียงเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไปดูและไม่อยากจะเป็นคนส่วนน้อย อย่างไรก็ตาม โจตัดสินใจว่าจะทำงานต่อไปเพราะว่ายังไม่รู้สึกสนใจกับการแข่งขันนี้และไม่อยากจะตามคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน โจรู้สึกพอใจกับความเงียบสงบของออฟฟิศแต่ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆเริ่มรู้สึกเหงาที่อยู่ออฟฟิศคนเดียวและรู้สึกโมโหกับตัวเองที่เป็นคนอ่อนไหว และในตอนนั้นโจก็ตื่นนอน
http://cephuscorner.jadedragononline.com/ever-weird-dream/
ความฝันนี้ทำให้โจนึกถึง คำพูดของผู้กํากับเวทีที่มีชื่อเสียง ก่อนเขาจะประสบความได้สำเร็จ เขาก็รู้สึกเหงาและกังวลกับวิถีชีวิตที่เขาเลือกเพราะว่าไม่มีใครเห็นด้วยหรือสนับสนุนเขา แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อตนเองต่อไป
(อาจจะเพื่อให้กำลังใจตัวเองด้วย) ขณะที่เขาเดินเล่นกับลูกสาว เขามักจะบอกลูกสาวว่า “ แม้ว่าทุกคนจะเลือกไปทางขวาและหนูเป็นคนเดียวที่เลือกไปทางซ้าย หนูจะไปทางซ้ายก็ได้ ถ้าหนูเชื่อว่าทางนี้เป็นทางที่ถูกจริงๆ)” และเมื่อเวลาผ่านไปลูกสาวของเขาก็เป็นนักถ่ายรูปที่มีชื่อเสียง หวังว่าโจจะสามารถเป็นผู้กํากับเวทีหรือนักถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงในความฝันคราวหน้า

ตัวแทนธนาคาร


วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการเงินของประเทศไทยและได้รู้เรื่องที่ยังไม่เคยรู้ (เกือบจะทุกวันโจจะเช็คข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย แต่ไม่ได้เห็นเรื่องนี้ได้บ่อยๆ ) ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน ระบบ “ตัวแทนธนาคาร” จะเริ่มใช้ที่ไทย และ ร้านค้าทั่วไปที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งชาติจะสามารถให้บริการทางการเงิน (เช่น ฝากเงิน ถอนเงินเ โอนเงิน เป็นต้น)แทนธนาคารพาณิชย์ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ประกาศว่าใครจะเป็นตัวแทนธนาคาร แต่มีคนคาดการณ์ว่า เซเว่น กับ ไปรษณีย์ อาจจะได้เป็น ตัวแทนธนาคาร หลังจากอ่านบทความนี้ โจเช็คการเปลี่ยนแปลงของจำนวนสาขาของแต่ละธนาคาร เพราะว่าธนาคารพาณิชย์อาจจะปิดให้บริการในบางสาขาโดยในใช้บริการของตัวแทนธนาคารแทน

เดือนธันวาคมของ ปี 2015 จำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ มี 7,061สาขา แต่ เดือนธันวาคมของ ปีที่แล้ว จำนวนสาขาลดลงมาอยู่ที่ 6,784 สาขา (ธนาคารแต่ละแห่ง เช่น ธนาคารกสิกร ธนาคารกรุงไทย และ ธนชาต ได้ปิดสาขาลงมากกว่า 90 สาขา ) ดูเหมือนว่าธนาคารหลายๆแห่งอยากจะลดค่าใช้จ่ายโดยให้ลูกค้าใช้ ออนไลน์แบงค์กิ้งแทน แต่โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่ามีธนาคารบางแห่งที่พยายามเพิ่มสาขาด้วย ได้แค่ธนาคารกรุงเทพกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้มีการเปิดสาขาใหม่มากกว่า 20 สาขาเพื่อเพิ่มคุณภาพการบริการ (แม้ว่าค่าบริการจะแพงกว่าบริการออนไลน์ แต่ผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยใช้เทคโนโลยีจะคงยังนิยมบริการแบบเดิมต่อไป) ยังมีหลายเรื่องที่รู้สึกสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้ามีโอกาสอยากจะเขียนรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้

การไปทำงานที่กรุงเทพ


*ไม่ได้อัพโหลดราวๆ 1 เดือน



อาทิตย์ที่แล้วโจไปทำงานที่กรุงเทพมา นี้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีครั้งที่โจไปทำงานที่กรุงเทพ ครั้งนี้ก็ไปเจอกับนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย
ไม่แน่ใจว่าโจมองเศรษฐกิจในแง่ร้ายมากไปหรือไม่ แต่โจรู้สึกว่าคนที่โจเจอหลายคนคิดว่าความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าโจคิดที่เอาไว้ เช่นโจถามเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่มาจากความไม่แน่นอนของการเมือง เพราะไม่แน่ว่าปีนี้หรือปีหน้า ประเทศไทยอาจจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่กลับไม่มีใครที่รู้ว่าใครจะเป็นนายกและนโยบายทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

โจรู้ว่ามีคนที่คิดว่ารัฐบาลปัจจุบันจะสร้างพรรคใหม่และพรรคนี้จะชนะ ดันนั้นทั้งการเมืองกับนโยบายก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ เราก็ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะสร้างพรรคใหม่จริงๆ และเราไม่รู้ว่าพรรคนี้จะสามารถชนะได้จริงหรือไม่ด้วย แต่ดูเหมือนว่าหลายคนคิดว่านโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจจะดำเนินต่อไปโดยไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนก็เข้าใจความสำคัญของนโยบาย Thailand 4.0 กับ EEC (Eastern Economic Corridor) และทุกคนให้ความสำคัญของการลงทุนที่มาจากต่างประเทศ นอกจากนี้แล้ว การสร้างกฎหมาย EEC ก็จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มาจากการเปลี่ยนรัฐบาลได้ด้วย โจก็เห็นด้วยกับความเห็นแบบนี้ แต่ยังรู้สึกสงสัยกับความเป็นไปได้ในการพัฒนา EEC นิดหน่อยเพราะว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยยังไม่สูงและอุปทานของการลงทุนก็ไม่มากเท่าไหร่ (เช่น มีคนบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์ ราวๆ 2.5-3.0 ล้านคัน แต่ตอนนี้ผลิตแค่ 2.0 ล้านคัน) การลงทุนของอุตสาหกรรมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ยังไม่มีในประเทศไทย อาจจะเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนเกียวกับอุตสาหกรรมที่อยู่แล้วอาจจะไม่ค่อยเพิ่ม นอกจากนี้แล้ว มีความเป็นไปได้ที่การพัฒนา EEC จะช้าลง เพราะว่ารัฐบาลใหม่ไม่สามารถใช้ มาตรการ 44 เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายได้ โจจึงไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเหมือนที่รัฐบาลคิดเอาไว้หรือไม่  ยังมีอีกหลายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้  และดีใจที่ได้เข้าใจเศรษฐกิจของประเทศไทยลึกมากขึ้น ถ้าคราวหน้ามีโอกาส อยากจะไปภาคตะวันออกด้วย เพื่อจะได้ศึกษาการพัฒนาของ EEC เป็นอย่างไรบ้าง

Saturday, 10 February 2018

ขยะอวกาศ


ในการทำงานโจได้มีโอกาสวิเคราะห์นโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบ่อยๆเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของนโยบายเกี่ยวกับสิงแวดล้อมก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีโอกาสคิดถึงนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอวกาศ อาทิตย์ที่แล้วโจได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับขยะอวกาศและเริ่มคิดถึงนโยบายทางอวกาศด้วย
http://www.esa.int/var/esa/storage/images/esa_multimedia/images/2017/space_debris/16908372-1-eng-GB/Space_debris_highlight_std.jpg
ดูเหมือนว่าจำนวนขยะอวกาศ(ดาวเทียมที่หมดอายุและล่องลอยอยู่นอกโลก)กำลังเพิ่มขึ้นอยู่และทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย (มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุดาวเทียมที่กำลังใช้งานอยู่ถูกขยะอวกาศชน หากเกิดอุบัติเหตุนี้ขึ้น อาจส่งผลให้เทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันเกิดปัญหาขึ้นตามไปด้วย)
เรื่องที่โจรู้สึกตกใจก็คือยังไม่มีเทคโนโลยีที่แก้ไขเกี่ยวกับการเก็บขยะอวกาศและประเทศที่ปล่อยดาวเทียมใหม่ๆก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับขยะอวกาศ ดูเหมือนว่าทุกประเทศจะพยายามลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุโดยพยากรณ์การโคจรของขยะอวกาศ แต่กลับไม่พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเก็บขยะอวกาศ
เหมือนปัญหาแก็ส CO2 เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ความร่วมมือของทุกประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
โจคิดว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลกับบริษัทที่ปล่อยดาวเทียมจะต้องจ่ายค่าจัดการขยะอวกาศให้องค์การระหว่างประเทศ (เช่น สหประชาชาติ เก็บ ๕ เปอร์เซ็นต์ของค่าปล่อยดาวเทียม) และใช้เงินนี้เป็นทุนให้บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้เก็บขยะอวกาศ   (หลังจากที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้แล้ว ก็ให้บริษัทนี้เก็บเงินค่าจัดการขยะอวกาศ )  แต่เหมือนเรื่อง CO2 หลายประเทศอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับนโยบายแบบนี้ที่ทำให้ตันทุนในการปล่อยดาวเทียมเพิ่มขึ้น

Saturday, 3 February 2018

มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งญี่ปุ่น

อาทิตย์นี้โจมีโอกาสไปทานอาหารกับเพื่อนคนญี่ปุ่นที่เรียนจบที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งญี่ปุ่น (International University of Japan :IUJ) สำหรับคนญี่ปุน มหาวิทยาลัยนี้ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไหร่ เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่สร้างราวๆเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ที่มีแต่บัณฑิตวิทยาลัยเท่านั้น และตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัด (นีงะตะ Niigata)
แต่โจรู้สึกประทับใจที่รู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะข้าราชการของโลก (ส่วนใหญ่เป็นคนเอเซีย) ที่มาเรียนที่ญี่ปุ่นโดยรับทุนการศึกษาขององค์กรระหว่างประเทศเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ชั่วคราวเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาญี่ปุ่น (หลังจากปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นแล้ว หลายๆคนย้ายเรียนที่มหาวิทยาลัยที่อยู่โตเกียว) นักศึกษา ราวๆ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของที่นี่เป็นคนต่างชาติและดูเหมือนว่ามีบริษัทหลายๆญี่ปุ่นที่ส่งพนักงานมาเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยนี้ ล่วงหน้า ๒-๓ เดือนก่อนที่จะให้พวกเขาไปทำงานที่ต่างประเทศ คนที่โจไปทานอาหารด้วยครั้งนี้ (คนญี่ปุ่น ๗ คน และ คนอินเดีย ๑ คน) เรียนที่มหาวิทยาลัยนี้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นและผ่านมามากกว่า ๕ ปี หลังจากพวกเขาเรียนจบ แต่พวกเขาก็ยังสนิทกันมากและทุกคนคิดถึงสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ (ไม่รู้ว่าประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยนี้ทำให้พวกเขาเป็นคนที่เปิดใจกว้าง หรือคนที่เปิดใจกว้างนิยมเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ แต่รู้สึกว่าพวกเขาไม่เหมือนกันกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นจารีตนิยมสุดขั้ว) ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัด นีงะตะ อยากจะแวะที่นี่ด้วย


Sunday, 28 January 2018

โลกาภิวัตน์กับบริษัทญี่ปุ่น

อาทิตย์นี้โจได้เถียงกันกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์กับบริษัทญี่ปุ่นและรู้สึกว่าการจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันยากมาก แต่ยังดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ช่วงหลังนี้บริษัทญี่ปุ่นรู้สึกสนใจกับการจ้างแรงงานต่างชาติฝีมือดี  แต่ข้แม้ว่าไม่ว่าจะมีความสามารถที่ดีแค่ไหนก็จะต้องมีความสามารถภาษาญี่ปุ่นที่ดีด้วยเพราะถ้าไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นที่ดีเท่าควรจะหางานที่ญี่ปุ่นยากมาก  โจรู้สึกว่าสถานการณ์นี้น่าเสียดายมากเพราะว่าจำนวนคนที่มีทั้งฝีมือดีสูงกับมีความสามารถภาษาญี่ปุ่นนั้นมีน้อยมาก โจคิดว่าถ้าบริษัทอยากจะจ้างแรงงานฝีมือดีจริงๆ ตอนที่บริษัทหาพนักงาน บริษัทควรจะพิจารณาแรงงานที่ไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นด้วย โจรู้ว่าหลายบริษัทรู้สึกกลัวที่จะจ้างแรงงานที่ไม่มีความสามารถญี่ปุ่นเพราะว่าการทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษจะเป็นอุปสรรคก็ยากมากและจะต้องมีการปรับตัวในการทำงารที่ยุ่งยาก แต่โจคิดว่าคนที่คิดแบบนี้อาจจะไม่เห็นความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษก่อนที่คนต่างชาติที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้จะเข้ามาทำงานที่บริษัท(เพราะว่าถ้าทุกคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้ จะได้ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ)  
โจจึงคิดว่าการจ้างแรงงานต่างชาติฝีมือดีที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ควรจะเข้ามาก่อนเพราะโจคิดว่าคนที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ หลายๆคนมีความสามารถอ่านเขียนภาษาอังกฤษที่ดีและแม้ว่าภาษาอังกฤษก็ยังไม่ค่อยคล่อง แต่พวกเขาก็สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติได้ ถ้าพวกเขามีโอกาสพูดฟังภาษาอังกฤษที่ทำงานทุกวัน พวกเขาอาจจะเคยชินกับการทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว โจคิดว่าความเขินอายในการพูดภาษาอังกฤษอาจจะเป็นอุปสรรคหลักมากกว่าความสามารถภาษาอังกฤษ แต่เพื่อนร่วมงานของโจไม่ยอมรับความคิดเห็นของโจเลยและบอกว่าจะสอนภาษาญี่ปุ่นให้คนต่างชาติและให้พวกเขาทำงานโดยใช้ภาษาญี่ปุ่นดีกว่าที่จะให้คนญี่ปุ่นทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษ (โจเคยแนะนำให้เขาเรียนภาษาอังกฤษหลายครั้งตั้งแต่ราวๆ ๑๐ ปีก่อน แต่เขาปฏิเสธทุกครั้งโดยบอกว่าไม่ค่อยจำเป็นที่จะเรียนภาษาอังกฤษและมีแต่เสียเวลาเปล่า) ถ้าหลายๆคนยังมีทัศนคติอย่างนี้ต่อไป แรงงานต่างชาติฝีมือดีอาจจะเลือกไปทำงานที่ประเทศอื่นและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่นในระดับโลกก็จะลดลง

Sunday, 21 January 2018

ปัญหาผิว

https://amanaimages.com/info/infoRM.aspx?SearchKey=01651020013&GroupCD=0&no=
ช่วงนี้โจรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื่องจากผิวหนังอักเสบ (รู้สึกแสบผิวและรู้สึกตัวร้อนด้วย) ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับอากาศแห้งหรือความเครียดหรือปัจจัยอื่นเช่นโรคภูมิแพ้รึเปล่าอ อาทิตย์ที่แล้วโจพยายามนอนผักผ่อนให้นานขึ้นเพื่อหาสาเหตุว่ามาจากความเหนื่อยล้ารึเปล่า แต่นอนเท่าไรก็ไม่ดีขึ้นเลย วันศุกร์ที่ผ่านมา โจจึงใช้วันหยุดเพื่อไปหาหมอ หมอบอกว่า เรื่องอาการผิวแสบอาจจะเกี่ยวกับหลายๆปัจจัย เพราะในฤดูนี้ คนที่มีปัญหาผิวหลายคน อาการแย่ลงได้ง่าย เพราะว่าผิวแห้งมาก หมอแนะนำให้โจทาครีมเพื่อป้องกันผิวแห้งและผิวกับอักเสบ หลังจากไปหาหมอ โจไปซื้อเครื่องทำความชื้นในห้องมาด้วย ดูเหมือนว่าระดับความชื้นที่เหมาะสมกับผิว คือ ราวๆ 50- 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ในฤดูนี้ บางวัน ระดับความชื้นในห้องต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ โจซื้อมา ๒ เครื่องสำหรับที่ห้องกับออฟฟิศ โจลองใช้ในห้องแล้ว ระดับความเพิ่มขึ้นถึง ราวๆ 60 เปอร์เซ็นต์ 
หวังว่าอาการจะดีขึ้นในเร็วๆ (การอยู่ในไอน้ำของเครื่องทำความชื้น ทำให้โจรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นซาลาเปา)

Sunday, 14 January 2018

ความรู้สึกหลังจากอ่านหนังสือเรื่อง Option B

อาทิตย์ที่แล้วเพื่อนร่วมงานที่สิงคโปร์ซื้อหนังสือเล่มหนึงส่งให้โจ ผู้เขียนของหนังสือเล่มนี้เป็น COO (Chief Operating Officor ประธานฝ่ายปฏิบัติการ) ของบริษัท Facebook
หนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับสามีของตัวผู้เขียนเองที่เสียชีวิตระหว่างการออกกำลังกาย (เขายังอายุ ๔๘ ปี) และผู้เขียนได้คิดเกี่ยวกับวิธีสร้าง “Resilient (คือ ความสามารถที่จะฟื้นตัว ตอนเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก)” โดยหา Option B   แทนที่ Option A (Option A ที่ไม่สามารถเป็นไปได้ จึงหาทางเลือกที่ดีสุดรองลงมาเป็น Option B)
ตอนโจอ่านหนังสือเล่มนี้ โจรู้สึกว่าลักษณะทางความเศร้าที่เรารู้สึกตอนครอบครัวเกิดการสูญเสียมีความแต่กต่างกันมากระหว่างคนที่ครอบครัวเสียชีวิตอย่างกะทันหัน(เหมือนผู้เขียนหนังสือเล่มนี้) กับคนที่สามารถคาดการณ์การสูญเสียก่อนได้
คนที่ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสูญเสียของครอบครัวอาจจะมีอาการช็อกมากๆ แต่คนที่มีเวลาเตรียมใจก่อนการสูญเสียมีอาจจะมีเวลาเตรียมตัวและอาจจะสามารถสร้างช่วงเวลาที่ดีกับครอบครัวได้  แต่เรื่องนี้ไม่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ของคนที่สามารถคาดการณ์การสูญเสียก่อนได้ดีกว่า เพราะว่าความเศร้าของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่พวกเขารู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวเหลืออีกไม่นาน โจไม่กล้าบอกว่าการสูญเสียแบบไหนเศร้ากว่าเศร้าน้อยกว่า เพราะว่าตอนที่คนในครอบครัวเสียชีวิต ทุกๆคนมีความเศร้ที่แตกต่างกันและไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้

Sunday, 7 January 2018

คนไทยที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดของญี่ปุ่น

อาทิตย์นี้โจได้มีโอกาสไปทานอาหารกับคนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นในปีใหม่และรู้สึกตกใจที่รู้ว่าเขาเคยไปเที่ยวจังหวัด Saga (ซะงะ/ซากะ) ที่โจรู้สึกตกใจเพราะว่าจังหวัดซะงะไม่ค่อยมีอะไรที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว (โจก็ยังไม่เคยไปเที่ยวที่นั่น) โจจึงถามเขาว่าทำไมถึงตั้งใจเลือกไปเที่ยวที่นั่น เขาบอกว่ามีซีรี่ย์ของไทยเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับจังหวัดซะงะ (ซีรีส์นี้อาจจะ เป็นเรื่อง “ซากะ..ฉันจะคิดถึงเธอ”) โจจึงเข้าใจว่าซีรี่ย์เป็นเหตุผลสำคัญทำให้เขาเลือกมาเที่ยวที่นี่
ตั้งแต่ราวๆ 5 ปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยก็เพิ่มขึ้นมากและ ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวไทย ราวๆ ๑ ล้านคนมาเที่ยวญี่ปุ่นโดยมีคนเที่ยวซ้ำรวม อยู่ด้วย ((ราวๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยเป็นคนที่มาเที่ยวซ้ำและราวๆ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่เคยมาเที่ยวญี่ปุ่นมาเที่ยวซ้ำมากกว่า ๔ ครั้ง) 
แต่คนไทยที่นิยมไปเที่ยวต่างจังหวัดยังมีไม่มาก (เช่น มีแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ไปเที่ยวจังหวัดซะงะ)

รัฐบาลตั้งใจที่ก็อยากจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปต่างจังหวัดเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของต่างจังหวัด
โจคิดว่าต่างจังหวัดสามารถดึงดุดความสนใจของคนไทยได้โดยใช้ซีรีย์เหมือนกับจังหวัดซะงะ โจจึงรู้สึกสนใจว่าทำไมจังหวัดซะงะสามารถมีโอกาสสร้างซีรีย์นี้ได้  







Wednesday, 3 January 2018

เป้าหมายของ ปีนี้

ทุกๆปีใหม่ปกติแล้ว โจตั้งเป้าหมมายของปีราวๆ 5 เป้าหมาย เป็นเป้าหมายที่ดูทะเยอทะยาน แต่ปีใหม่นี้โจไม่กล้าที่จะมีเป้าหมายทะเยอทะยาน เพราะว่าโจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจและคิดว่าที่การที่จะกลับมาเป็นปกติจากการสูญเสียของแม่ต้องเวลานาน ดังนั้นเป้าหมายของปีใหม่นี้จึงมีเพียง ๑ เป้าหมายเท่านั้น (เป้าหมายที่ง่าย และเป็นนามประธรรมมาก) เป้าหมายของปีนี้ คือ “สิ้นปีนี้ จะรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าปีที่แล้ว” ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่โจอยากจะทำคืออะไร แต่โจจะต้องหาสิ่งที่ทำให้ตัวเองไปข้างหน้า
ไม่รู้ว่าทำไม แต่ตอนเขียนไดอารี่นี้ 
โจนึกถึง 1 ฉากของ หนังเรื่องเกี่ยวกับ ไมเคิลแจ็คสัน (“This is it”) เป็นเรื่องของคนหนึ่ง ที่ผ่านออดิชั่น และได้มีโอกาสเต้นกับ ไมเคิลแจ็คสัน เขาได้พูดว่า ”ผมตามมาสิ่งที่จะสามารถเข้ามาสั่นสะเทือนชิวีตของผมและทำให้ชิวีตของผมมีความหมายและผมเชื่อว่านีแหละคือสิ่งนี้ (I've kind of been searching for something to shake me up a little bit and give me a kind of a meaning, to believe in something,,,,,,and this is it )
โจไม่ได้คาดหวังว่ามีโอกาสใหญ่แบบนี้ แต่อยากจะทำสิ่งที่สามารถให้กำลังใจกับตัวเอง