Showing posts with label ทฤษฎี. Show all posts
Showing posts with label ทฤษฎี. Show all posts

Saturday, 8 November 2014

เข้าร่วมการอบรมออนไลน์ของ IMF



ตั้งแต่ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว โจเข้าร่วมโปรแกรมการอบรมออนไลน์ของ IMF ผู้เข้าร่วมจะเรียน Debt Sustainability Analysis (การวิเคราะห์ความยั่งยืนของหนี้ของประเทศ) โดยใช้อินเทอร์เน็ต
 โจรู้สึกตกใจที่รู้ว่าคุณภาพของการศึกษาออนไลน์พัฒนาไปมาก ก่อนโจเข้าร่วมโจกลัวว่าจะเรียนคนเดียวโดยใช้อินเทอร์เน็ตยาก เพราะว่าจะรู้สึกเบื่อได้ง่ายและจะมีสมาธิยาก แต่โครงสร้างของการอบรมทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกสนใจมาก วิดีโอกับคำถามก็น่าสนใจและเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคำถามในเว็บบอร์ดได้ด้วย (การรู้ความคิดเห็นของหลายคนจากหลายประเทศก็สนุกดี) ระบบการศึกษาแบบนี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่คิดว่าการเรียนแบบนี้จะขยายตัวมากกว่านี้ สำหรับคนที่อยากจะเรียนสถานการณ์นี้ดีมาก (สามารถเรียนกับอาจารย์ที่สอนเก่งมากได้ ไม่เกี่ยวว่าจะอยู่ที่ไหน จะเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ ค่าเรียนก็ถูกหรือฟรี ) สำหรับอาจารย์ก็ดีเพราะว่าอาจารย์ไม่ต้องสอนหลายครั้งและสามารถใช้เวลานานๆกับการวิจัยก็ได้ 
แต่มีความเป็นไปได้ที่การศึกษาออนไลน์ทางวีดีโอจะมาแทนที่การศึกษาออฟไลน์ และจะเกิดผลเสียต่อตลาดแรงงานของการศึกษา โจก็เลยคิดว่าความสำคัญของการศึกษาออฟไลน์จะต้องเปลี่ยนจากการสอนเหมือนวีดีโอไปสู้การสนทนา หรือ การติดต่อกับนักเรียนแทน ถ้าวิธีสอนออฟไลน์ไม่เปลี่ยน ครูกับอาจารย์หลายคนอาจจะตกงาน

Monday, 21 July 2014

ผลกระทบของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน



วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจบทความนี้แนะนำการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเศรษฐกิจ บทความนี้บอกว่าผลกระทบของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมี ๒ ชนิด ผลกระทบในระยะสั้นกับในระยาว สำหรับผลกระทบในระยะสั้น  สามารถคาดการณ์ผลกระทบได้ไม่ยาก แต่ การคาดการณ์ผลกระทบในระยะยาวนั้นยากมาก เพราะว่าเราไม่แน่ใจว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำให้เศรษฐกิจดี หรือ ปัจจัยอื่นทำให้ดี 
บทความนี้บอกว่านักวิจัยที่อยากจะวิจัยผลกระทบในระยะยาว บางคนรู้สึกสนใจกับสถานการณ์จีนเพราะว่ารัฐบาลจีนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชนบท/ต่างจังหวัดที่ไม่ค่อยมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เศรษฐกิจดี (ปกติรัฐบาลพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ที่เศรษฐกิจจะดีขึ้น) การวิจัยรเกี่ยวกับการพัฒนาของจีนแสดงให้เห็นหลายสิ่ง บางโปรเจ็คต์เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาถนน/รถไฟทำให้ประชากรในชนบทสามารถขายสินค้าและ รายได้ของพวกเขาก็เพิ่มขึ้น แต่บางที่ การพัฒนาเกิดผลเสียด้วย เช่น ถ้าถนน/รถไฟทำให้สินค้าของเมืองมาชนบทได้ง่ายและยอดขายของสินค้าของชนบทลดลง(คนชนบทนิยมสินค้าที่มาจากเมือง) นอกจากนี้แล้ว หลายการวิจัยบอกว่าผลกระทบของการพัฒนาก็เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่นเมื่อรัฐบาลจีนพัฒนาเครืองเกี่ยวกับโทรศัพท์พื้นฐาน ตอนแรกเกิดผลกระทบต่อชีวต/ธุรกิจในต่างจังหวัดมาก  แต่สมัยนี้ส่วนใหญ่ใช้มือถือแทน ประโยชน์ของการพัฒนาโทรศัพท์พื้นฐานจึงลดลงมาก โจก็คิดว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีค่อนข้างเร็ว จึงไม่แน่ใจว่ารัฐบาลควรจะมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับเทคโนโลยี(เช่นถนน)มากกว่าดีหรือไม่

<อ้างอิง>
Free exchange / Bridge to somewhere

Saturday, 10 May 2014

ชีวิตยุติธรรมแค่ไหน



อาทิตย์ที่แล้วโจอ่านบทความที่น่าสนใจ บทความนี้แนะนำการวิจัยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในสังคมนักวิจัยหนึงคนตรวจสอบว่าคนที่ได้รับความโชคดีในตอนแรกสามารถได้รับความสำเร็จต่อไปได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้รับความโชคดีในตอนแรกหรือไม่) เขาตรวจสอบหัวข้อการวิจัยนี้โดยใช้อินเทอร์เน็ต   เช่น  เขาใช้เว็บไซต์ Kickstarter ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับคนที่มีโปรเจกต์ทางธุรกิจและหาผู้บริจาค (นักลงทุน) เขาเลือกโปรเจกต์ที่ยังไม่มีผู้บริจาคเลย ราวๆ ๕๐๐ โปรเจกต์ และให้เงินแก่โปรเจกต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์โดยใช้การสุ่ม (ได้เงินหรือไม่ขึ้นอยู่กับโชคเท่านั้น) เขาพบว่า โปรเจกต์ที่ได้เงินแล้วสามารถหาผู้บริจาคใหม่ได้ง่ายกว่าโปรเจกต์ที่ไม่ได้รับเงินมาก่อน อาจจะเป็นเพราะว่าผู้บริจาคคิดว่าโปรเจกต์ที่มีผู้บริจาคแล้วเป็นโปรเจกต์ที่ดีกว่าโปรเจกต์ที่ไมม่มีผู้บริจาคเลย เขาก็เลยบอกว่าความโชคดีในตอนแรกสำคัญมาก 
แต่เขาบอกว่าขนาดความโชคดีไม่ค่อยสำคัญ เมื่อเขาให้เงินสนับสนุนโปรเจกต์ บางโปรเจกต์ได้เงินมากและบางโปรเจกต์ได้เงินน้อย เขาบอกว่าระหว่างโปรเจกต์ที่ได้เงินมากกับที่ได้เงินน้อยความเป็นไปได้ที่จะหาผู้บริจาคใหม่ไม่แตกต่างกันมาก นอกจาก เว็บไซต์นี้แล้วเขาใช้อีก ๓ เว็บไซต์ และได้ผลที่เหมือนกัน นักวิจัยไม่ได้ตรวจสอบว่าคนที่โชคร้ายในตอนแรกได้รับความล้มเหลวง่ายกว่าคนอื่นหรือไม่และไม่อธิบายเพิ่มเติมในเชิงเปรียบเทียบกันนโยบายทางเศรษฐกิจ แต่โจคิดว่าการวิจัยนี้แสดงว่าในสังคมนี้เรายังไม่ค่อยมีข้อมูลพอที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและบางที่สิ่งที่จริงๆแล้วไม่มีประสิทธิภาพ/ความจำเป็นก็สามารถอยู่รอดได้นาน เช่นบางโปรเจคต์ไม่ได้ดีมาก แต่ได้รับสนับสนุน
ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลควรจะแทรกแซงดีหรือไม่นอกจากเนื้อหาของการวิจัยแล้ว โจรู้สึกสนใจกับประโยคของพระคัมภีร์ไบเบิลที่นักเขียนใช้ในย่อหน้าแรกของบทความนี้เพื่อทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนใจด้วย
พระคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า  “ด้วยว่าทุกคนที่มีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้แก่ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา” (For unto every one that hath shall be given, and he shall have abundance: but from him that hath not shall be taken away even that which he hath) โจไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์และไม่รู้ว่าความหมายทางศาสนาของประโยคนี้คืออะไร แต่รู้สึกว่าความหมายของประโยคลึกซึ้งมากและภาษาอังกฤษที่ใช้ในไบเบิลยากมากด้วย

อ้างอิง : How fair is life? Nothing succeeds like success (May 3rd 2014)

Sunday, 20 November 2011

ทฤษฎี DSGE (๑)

เมื่อวันศุกร์โจเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับทฤษฎี DSGE ทำให้คิดถึงหลายสิ่ง
สมัยโจเรียนปริญญาโท โจเคยเรียนทฤษฎีนี้แต่ตอนนั้นไม่ได้เข้าใจเลย แต่คิดว่าทฤษฎีนีเป็นทฤษฎีที่ดีกว่าทฤษฎีอื่นเพราะว่าคณิตศาสตร์ที่อยู่ในทฤษฎีนี้ซับซ้อนและเข้าใจยากมาก
แต่หลังจากโจเรียนจบและเริ่มวิจัยสถานการณ์เศรษฐกิจจริง ความคิดนี้เปลี่ยนไป เพราะโจรู้สึกว่าโลกนี้ซับซ้อนมากกว่าในทฤษฎี และโลกนี้มีหลายปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง (เช่นการเปลี่ยนแปลง กฎหมาย ระบบบริษัท ระบบตลาดการเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น) แต่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คิดว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่ค่อยสำคัญและไม่ค่อยวิจัยปัจจัยเหล่านี้อย่างละเอียดโดยการใช้ข้อมูลหลายตัวประกอบการวิจัย
 (สมัยก่อนเพื่อนของโจที่วิจัยทฤษฎีนี้บอกว่าการใช้ปัจจัยที่โจกล่าวถึงในบ้างต้นเช่นการเปลี่ยนแปลง กฎหมาย ระบบบริษัท เป็นต้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้เพราะไม่มีสูตรในคณิตศาสตร์เพื่อใช้คำนวณปัจจัยเหล่านี้ แต่โจคิดว่าการเข้าใจเศรษฐกิจในความเป็นจริงมีความสำคัญมากกว่าการเข้าใจแค่ทฤษฎี การเข้าใจแค่ทฤษฎีไม่ได้แปลว่าเขาเข้าใจเศรษฐกิจในความเป็นจริง) 

นอกจากนี้แล้วโจรู้สึกว่าคนที่วิจัยทฤษฎีนี้บางคนไม่ค่อยสนใจเศรษฐกิจในความเป็นจริงและไม่สามารถอธิบายความนัยของทฤษฎีนี้ให้คนธรรมดาเข้าใจได้ง่าย 
โจคิดว่าการวิจัยเศรษฐกิจมีหลายวิธีและการวิจัยเศรษฐกิจโดยใช้ทฤษฎีที่มีคณิตศาสตร์เป็นเพียง ๑ วิธีในหลายวิธี นักวิจัยที่ใช้หลายวิธีก็เลยควรจะแบ่งปันวิธีที่เขาใช้ระหว่างกันเพื่อเข้าใจเศรษฐกิจได้ดีขึ้น แต่บางคนดูเหมือนจะคิดว่าเขาเก่งกว่าคนอื่นเพราะเขาใช้ทฤษฎีที่คนอื่นไม่เข้าใจโจคิดว่าถ้าคนอื่นไม่เข้าใจ 
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเขาฉลาดและความคิดของเขาดีกว่าคนอื่น แต่แปลว่าการอธิบายของเขาไม่ดีเลยเท่านั้นสมัยโจเรียนปริญญาโทโจคิดว่าโจไม่เข้าใจทฤษฎีนี้เพราะโจหัวไม่ดีและไม่เกี่ยวกับวิธีสอนของอาจารย์ แต่หลังจากโจเริ่มทำงานความคิดนี้ก็เปลี่ยนไป

หัวหน้าของโจบอกโจบ่อยๆ ว่า เราจะต้องเขียนรายงานให้เข้าใจง่ายเพราะเราอยากให้หลายคนอ่าน ถ้าคนอ่านรู้สึกไม่สนใจเพราะเขาไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เราเขียน จะเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน จริงๆ โจคิดว่าการเขียนรายงานให้หลายคนเข้าใจเป็นสิ่งที่ยากมาก

นอกจากโจแล้ว หลังจากวิกฤตการเงินโลกในปี ๒๕๕๑ หลายคนก็ชี้ให้เห็นว่าการวิจัยโดยใช้ทฤษฎีนี้มีปัญหามากเพราะทฤษฎีนี้ไม่ได้คาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตกับป้องกันวิกฤตไม่ให้เกิดขึ้น (เช่น ทฤษฎีนี้คิดว่า คนเรามีฟฤติกรรมที่มีเหตึผลตลาดการเงินกับแรงงานก็ไม่มีปัญหา และไม่มีการผิดนัดชำระหนี้กับเศรษฐกิจฟองสบู่ เป็นต้น)
ตอนนั้นโจคิดว่าความคิดของโจถูกและกระแสเกี่ยวกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตการประชุมเกี่ยวกับทฤษฎี DSGE เมื่อวันศุกร์ทำให้โจเริ่มรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วเพราะมีคนอธิบายให้โจรู้ว่ามีการปรับเปลี่ยนอะไรในทฤษฎีบ้างหลังจากเกิดวิกฤต
*โจไม่ได้บอกว่าทฤษฎีที่ใช้คณิตศาสต์ซับซอนไม่จำเป็น สำหรับหลายสิ่ง เช่นทฤษฎีราคา หรือ ตราสารอนุพันธ์ ทฤษฎีที่มีการใช้สมการทางคณิตศาสตร์แบบนี้จำเป็น
*โจคิดว่าการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ควรจะทำให้สังคมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแต่บางคนยังไม่ค่อยสนใจสถานการณ์เศรษฐกิจในความเป็นจริงและมุ่งเน้นแค่การวิจัยทฤษฎีที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติได้มากพอ
 *มีต่อในสัปดาห์หน้า