Sunday, 9 September 2012

การไปทำงานที่กรุงเทพฯ


หลังจากไปทำงานที่พม่าโจไปทำงานที่กรุงเทพฯราวๆ ๑ อาทิตย์ ครั้งนี้ไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบของการเพิ่มค่าแรงขั้นตำต่อเศรษฐกิจไทย 
โจรู้สึกตกใจนิดหน่อยที่รู้ว่าคนที่โจไปสัมภาษณ์ทุกคนคิดว่านโยบายนี้จะไม่ทำให้อัตราผู้ว่างงานและอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นมาก  หลายคนชี้ให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้ค่าแรงเพิ่มขึ้นมากเพราะสังคมไทยขาดแคลนแรงงานและหาแรงงานใหม่ยากมาก บริษัทก็เลยกลัวว่าพนักงานจะย้ายไปทำงานที่บริษัทอื่นที่ให้ค่าแรงสูงกว่าบริษัทของเขา หลายคนก็เลยบอกว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลไม่เปลี่ยนค่าแรงขั้นต่ำบริษัทก็จะเพิ่มค่าแรงให้เท่ากับค่าแรงใหม่ตอนนี้ (จริงๆแล้วบริษัทที่เพิ่มค่าแรงเพราะรัฐบาลเพิ่มค่าแรงขั้นตำก็มี แต่กลุ่มนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก)
โจคิดว่ามีความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนที่ติดตามสถานการณ์ของบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในเมืองกับคนที่ติดตามสถานการณ์ของบริษัทไทยที่อยู่ในต่างจังหวัด มีคนคิดว่าตอนนี้บริษัทไทยขนาดเล็กกับขนาดกลางที่อยู่ในต่างจังหวัดยังสามารถยอมรับการเพิ่มค่าแรงได้ แต่หลังจากรัฐบาลเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาทในปีหน้า หลายบริษัทจะไม่สามารถยอมรับผลกระทบนี้ได้แล้วและ สถานการณ์นี้จะเปลี่ยนแปลง(แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติ) บางคนบอกว่านอกจากนโยบายนี้แล้วโจควรจะตรวจสอบนโยบายอื่นที่เพิ่มรายได้ด้วยเพราะ ปีนี้รัฐบาลปรับเพื่มค่าแรงของพนักงานภาครัฐบาลที่เข้าทำงานเป็นปีแรกและ นอกจากนี้แล้วรัฐบาลยัฃซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาแพงกว่าราคาตลาดด้วย ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยอยากจะเพิ่มค่าแรงมาก
สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่ค่าแรงถูกมากๆการเพิ่มค่าแรงจะทำให้เกิดผลกระทบในทางที่ไม่ดี บางบริษัทจะล้มละลายหรือย้ายบริษัทไปที่ต่างประเทศ และในระยะสั้นอาจจะเกิดผลกระทบในทางที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ทุกคนบอกว่าสำหรับการเปลี่ยนแปลง นี้เป็นเรื่องจำเป็นและ การพัฒนาของประเทศไทยในอนาคตจะต้องขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และ เงินทุนมากกว่าตอนนี้
คนที่โจไปเจอ คน ๑ บอกว่าโจควรจะตรวจสอบประวัติศาตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ เพราะประเทศสิงคโปร์ก็เคยใช้นโยบายที่เพิ่มค่าแรงมากเพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่ค่าแรงถูกไปเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้กับเงินทุน อาทิตย์นี้โจอ่านรายงานเกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์และเริ่มส่นใจประเทศสิงคโปร์มาก (ยังไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเป็นเหมือนประเทศสิงคโปร์หรือไม่) การไปสัมภาษณ์กับหลายคนทำให้โจมีโอกาสที่คิดสิ่งที่ยังไม่เคยคิดและเข้าใจอะไรได้ดีขึ้น อยากติดต่อกับพวกเขาต่อไป
ครั้งนี้โจไปทำงานคนเดียว บางที่อยู่คนเดียวก็ลำบากแต่มีอิสระมาก ในเวลาว่างสามารถไปเจอกับหลายคนได้ (ดูเหมือนว่าบางคนเข้าใจผิดว่าครั้งนี้โจไปเที่ยวมา) ครั้งนี้มีโอกาสไปเดินเล่นหลายที่และรู้สึกว่าในกรุงเทพฯจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาก (ที่โอกมัยก็มีห้างสรรพสินค้าใหม่ที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นเยอะ) 
อยากรู้ว่าทำไมร้านเกี่ยวกับญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างนี้

Saturday, 8 September 2012

การไปทำงานที่ประเทศพม่า


ตั้งแต่ ๓ อาทิตย์ที่แล้วโจไปทำงานที่ประเทศพม่ากับประเทศไทย (อยู่ที่ย่างกุ้ง ๕ วันและอยู่ที่กรุงเทพฯ ๘ วัน) เคยไปเที่ยวประเทศพม่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แต่ไปทำงานที่นั่นเป็นครั้งแรก ครั้งนี้ไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจทั่วไปกับคนหลายคน ก่อนไปที่นั่นก็มีความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในประเทศพม่าอยู่แล้วแต่ไปเห็นจริงๆรู้สึกว่าหลายสิงเปลี่ยนแปลงไปจากที่คิดมาก
เช่นก่อนไปทำงานประเทศพม่าโจเคยอ่านบทความเกี่ยวกับรถยนต์ บทความนั้นบอกว่าเดี๋ยวนี้รัฐบาลเปลี่ยนข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและการนำเข้ารถยนต์เพิ่มมาก เมื่อเปรียบเทียบกับครั้งที่แล้วที่โจไปประเทศพม่ารู้สึกว่าจำนวนรถยนต์แบบใหม่เพิ่มขึ้นจริงๆ (ครั้งที่แล้วรถยนต์ที่โจเห็นส่วนใหญ่เป็นรถยนต์เก่ามากๆ แต่ครั้งนี้เห็นรถยนต์แบบใหม่เยอะ )
นอกจากนี้แล้วเมื่อเดิ่นในเล่นในย่างกุ้ง โจรู้สึกว่าจำนวนคนต่างรชาติที่มาทำงานหรือมาเที่ยวก็เพิ่มขึ้น มาก (หาโรงแรมที่ดีและมีห้องว่างก็ยากขึ้น ราคาก็แพงมากขึ้น ดูเหมือนวทุกคนสนใจว่าในอนาคตราคาที่ดิน ค่าเช่าออฟฟิศและค่าเช่าบ้านสำหรับคนต่างชาติจะเป็นอย่างไรบ้าง
บางคนคิดว่าราคาจะเพิ่มต่อไปเพราะจำนวนบริษัท คน ที่มาทำงานที่พม่าจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นต่อไป ทุกคนบอกว่าประเทศพม่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการขอกู้เงินจากธนาคารมากๆและพวกเขาชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่บางคนคิดว่าราคาตอนนี้แพ่งมากไปและสถานการณ์นี้มาจากการขาดอุปทานตึก พวกเขาคิดว่าถ้าการสร้างตึกมากขึ้นราคาจะลดลงมาก คิดว่าจะวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็น่าสนใจมาก
เมื่อคนที่โจสัมภาษณ์พูดเกี่ยวกับลักษณะนิสัยคนพม่าโจรู้สึกแปลกใจมากเพราะประเทศไทยติดกับประเทศพม่าแต่ดูเหมือนว่าลักษณะนิสัยคนไทยกับคนพม่าแตกต่างกันมากๆ เช่นคนไทยมักจะทานอาหารนอกบ้านแต่คนพม่ามักจะทานที่บ้าน (ส่วนใหญ่ทำปิ่นโตเอามาทานที่ออฟฟิศ) 
คนไทยหลายคนเปลี่ยนบริษัทบ่อยๆแต่คนพม่าไม่ค่อยเปลี่ยน และคนไทยชอบซื้อของมากกว่าคนพม่า(โจคิดว่าความแตกต่างนี้มาจากความแตกต่างในข้อจำกัดเกี่ยวกับการยืมเงินจากธนาคารมาก) เป็นต้น
การไปทำงานที่ประเทศพม่าทำให้โจส่นใจหลายสิ่ง นอกจากเศรษฐกิจพม่าแล้วอยากจะวิจัยความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าด้วย

Saturday, 4 August 2012

ไฟดับครั้งใหญ่ของประเทศอินเดีย


อาทิตย์ที่แล้วประเทศอินเดียเจอปัญหาไฟดับครั้งใหญ่ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า ๖๐๐ ล้านคน (แต่ภาคใต้ เช่นเมืองมุมไบ ไม่ได้เจอปัญหานี้) นอกจากนี้แล้วไฟดับใหญ่ครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทต่อการลงทุนของบริษัทข้ามชาติด้วย 
บทความของนิตยสาร The Economist บอกว่าอุปทานของไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมากพอเพราะรัฐบาลไม่ได้เพิ่มการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐานมากพอ นอกจากนี้แล้วอุตสาหกรรมไฟฟ้ามีข้อจำกัดมากและระบบก็ซับซ้อนมาก ดังนั้นการที่บริษัทของเอกชนจะเข้ามาทำธุรกิจใอุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก เพื่อจะแก้ไขปัญหาที่มาจากไฟดับนี้ รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของตอนนี้ 

แต่นักเขียนชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่สมัยก่อนน ดูเหมือนว่ารัฐบาลอยากหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่มีความสำคัญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาก โจไม่รู้ว่ารัฐบาลมีความสมัครใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่คิดว่าการเพิ่มการลงทุนของรัฐบาลอาจจะยากเพราะงบประมาณของรัฐบาลในประเทศอินเดียมีการขาดดุลมาก 

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศอินเดียจะต้องเพิ่มอุปทานไฟฟ้าโดยให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น
<อ้างอิง>
Powerless (From The Economist Jul 31st 2012)
The future is black (From The Economist Jul 31st 2012)
Blackout nation (From The Economist Aug 4th 2012)

วิธีคำนวนความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (คำถามของคนบ้า)


ในเวลาส่วนตัว โจเขียนรายงานเกี่ยวกับสถิติของเศรษฐกิจไทย และส่งรายงานนี้ให้นิตยสารสมาคมญี่ปุ่น-ไทย ทุก 2 เดือน ตอนนี้โจเขียนเรื่องเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำของรายได้ เมื่อโจเขียนหัวข้อนี้โจใช้วิธีคำนวนความเหลื่อมล้ำดังนี้ 

  • นอกจากรายได้ อะไรๆก็เหมือนกัน (เช่น ไม่มีเงินฝืด/เงินเฟ้อ) 
  • ในปี 2545 รายได้ของคน/ภาค /จังหวัด A คือ 10 และสำหรับคน/ภาค /จังหวัด B คือ 100 
  •  ในปี 2555 รายได้ของคน/ภาค /จังหวัด A คือ 20 และสำหรับคน/ภาค /จังหวัด B คือ 200

โจถามตัวเองว่า ในสถานการณ์นี้ เราสามารถบอกว่า ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่าง A กับ B เพิ่มขึ้นหรือไม่ (ในที่นี้โจพูดเกี่ยวกับแค่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ไม่ได้พูดถึงความเหลื่อมล้ำทางความสุขที่มาจากรายได้ นอกจากรายได้แล้วความเหลื่อมล้ำทางความสุขขึ้นอยู่กับสมการของความสุขในการบริโภคและมีความซับซ้อนมากขึ้น)
ถ้าเราเปรียบเทียบ A กับ B โดยใช้ “รายได้ของ B ลบ รายได้ A” ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น (เพิ่มจาก 90 เป็น 180) แต่ถ้าเราเปรียบเทียบโดยใช้ อัตราความแตกจ่างในรายได้ระหว่าง B และ A  ความเหลื่อมล้ำไม่เปลี่ยนเลยเมื่อเราคำนวนความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เราควรจะใช้วิธีไหนดีและเพราะอะไร 
โจใช้วิธีที่เปรียบเทียบใช้อัตราบ่อยๆโดยไม่ค่อยคิดเรื่องรายละเอียดและเหตุผล แต่เดี๋ยวนี้เพื่อนโจไม่ยอมรับวิธีนี้และโจไม่ได้อธิบายให้ละเอียด จึงเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจว่าทำไมโจใช้วิธีนี้มากกว่า และรู้สึกอึดอัดด้วย

จริงๆแล้วในรายงาน โจสามารถอธิบายแค่ “เมื่อเราคำนวนความเหลื่อมล้ำ มีหลายวิธี” เท่านั้นก็ได้ แต่ถ้าโจเขียนแบบนั้น ผู้อ่านอาจจะรู้สึกแปลกใจเหมือนกับโจ  โจจะต้องคิดเรื่องเหตุผลอีกครั้ง

  * จริงๆแล้ว “รายได้ (* Per capita Gross Regional & Provincial Product) ของกรุงเทพฯลบรายได้ของภาคอีสาน” เพื่มขึ้นใน 10 ปีที่ผ่านมา แต่อัตราความแตกจ่างในรายได้ระหว่าง กรุงเทพกับภาคอสาน ไม่เปลี่ยนเลย ในกรณีนี้เราจะอธิบายอย่างไรดี

คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามที่ตอบง่ายสำหรับคนที่ฉลาด แต่สำหรับคนบ้าแบบโจเข้าใจ/อธิบายยาก

Sunday, 29 July 2012

การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทย

อาทิตย์ที่แล้วเขียนรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพม่าเสร็จแล้ว   ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ครั้งนี้มุ่งเน้นการส่งออกกับการนำเข้า กำลังคิดว่าจะเขียนเรื่องอื่นในอีก ๔-๖ เดือนข้างหน้า ตั้งแต่อาทิตย์นี้โจก็เริ่มเขียนรายงานใหม่ (กำลังคิดว่าจะตีพิมพ์รายงานใหม่ทุก ๓ เดือน  ครั้งนี้วิจัยเกี่ยวกับการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทย ตั้งแต่เมษายนของปีนี้รัฐบาลปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำราวๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หลายคนคิดว่านโยบายนี้ทำให้เกิดผลดีกับผลเสียมากต่อสังคมกับเศรษฐกิจไทย
อาทิตย์นี้โจตรวจดูระบบค่าแรงขั้นต่ำกับการกระจายรายได้ของประเทศไทยและเริ่มคิดว่าในระยะสั้นการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทำให้เกิดผลกระทบนอยกว่าหลายคนคิดเอาไว้
จริงๆแล้วมีคนที่รายได้อยู่ระหว่างค่าแรงขั้นต่ำเก่ากับค่าแรงขั้นต่ำใหม่มาก แต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานส่วนตัวหรือคนที่ช่วยธุรกิจครอบครัว (มีคนที่ไม่ได้ทำงานประจำด้วย)  นโยบายเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำมีผลต่อแค่ลูกจ้างเอกชนที่ทำงานวันละมากกว่า ๙ ชั่วโมงเท่านั้นและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายได้ของกลุ่มคนที่ทำงานส่วนตัวได้

แต่โจคิดว่าในระยะกลางนโยบายนี้ทำให้เกิดผลกระทบมากเพราะบริษัทจะต้องเพิ่มรายได้ของแรงงานที่มีฐานะสูงกว่าแรงงานที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำด้วย  (แต่การปรับค่าแรงของทุกคนอาจจะใช้เวลา)  บางคนคิดว่าบริษัทต่างชาติที่อยู่ที่ประเทศไทยอาจจะย้ายโรงงานไปประเทศอื่นที่ค่าแรงงานถูกกว่าไทย  สถานการณ์นี้อาจจะทำให้เกิดผลดีกับผลเสีย เช่น จำนวนผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้น แต่ให้โอกาสที่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ยังไม่แน่ใจว่า ข้อสรุปของรายงานจะเป็นอย่างไรบ้าง คิดว่าจะปรึกษากับหลายคนดีกว่า

Wednesday, 18 July 2012

การเข้าร่วมการประชุมของสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น

อาทิตย์ที่แล้วโจไปเข้าร่วมการประชุมของสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว โจเคยเข้าร่วมการประชุมนี้เพื่อฟังหัวข้อการวิจัยของคนอื่น แต่ครั้งนี้โจก็รำเสนอหัวข้อการวิจัยของตัวเองด้วย
โจเลือกหัวข้อเกี่ยวกับ ลักษณะ GDP ของประเทศไทย เพราะตั้งแต่ปีที่แล้วโจทำงานที่แผนกบัญชีประชาติอยู่และรู้สึกสนใจ GDP ของหลายประเทศและในข้อมูลทางเศรษฐกิจ GDP มีความสำคัญมาก แต่ดูเหมือนว่าคนญี่ปุ่นที่วิจัยเศรษฐกิจกับสังคมไทยไม่ค่อยวิจัยรายละเอียดของ GDP นอกจากกนี้ไม่มีเอกสารที่อธิบายลักษณะกับข้อควรคำนึงของ GDP ของประเทศไทยโดยใช้ภาษาญี่ปุ่น

ไม่แน่ใจว่าผู้ฟังสนใจการนำเสนอของโจและเรื่องที่โจนำเสนอจะช่วยในการวิจัยของพวกเขาหรือไม่ แต่หวังว่าจำนวนคนที่วิจัยเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น(ไม่รู้ว่าทำไมแต่โจคิดว่าคนรุ่นใหม่ที่วิจัยประเทศไทย มีจำนวนคนที่วิจัยเศรษฐกิจน้อย
หลังจากที่โจนำเสนอหัวข้อการวิจัยเสร็จแล้ว โจก็ฟังการนำเสนอของนักจิจัยคนอื่นด้วย สำหรับโจแล้วเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้นเข้าใจยากมาก ครั้งนี้นักจิวัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาเข้าร่วมและนำเสนอหัวข้อของพวกเขาด้วย โจลองฟังดูแต่เข้าใจน้อยกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะการนำเสนอนี้มีแค่ภาษาไทย(ไม่มีคนที่อธิบายโดยใช้ภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น) รู้สึกเสียใจที่ไม่สาสามาถเข้าใจเลย
นอกจากไปมหาวิทยาลัยโอซาก้าแล้ว ครั้งนี้ไม่ค่อยมีเวลาว่างและไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ ( ไป ที่อาบน้ำสาธารณะ ที่อยู่ใกล้ๆมหาวิทยาลัย ) คราวหน้าที่จะไปเข้าร่วมการประชุมอยากจะไปเที่ยวหลายที่

พยัคฆ์สาวรอยสักมังกร (The Girl with the Dragon Tattoo)

เดือนที่แล้วโจดูหนังเรื่อง พยัคฆ์สาวรอยสักมังกร (The Girl with the Dragon Tattoo)
หนังเรื่องนี้มาจากนวนิยายของประเทศสวีเดน (นวนิยายนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรกของนักเขียนคนนี้ แต่ก่อนตีพิมพ์เขาเสียชีวิตแล้ว นวนิยายนี้เป็นที่นิยมมากๆในประเทศสวีเดน)
หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับ(เรื่องน่าสงสัย)และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตามหาผู้หญิงที่หายไป ราวๆ เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว บางฉากมีภาพสยดสยอง แต่สนุกมากๆ
หนังเรื่องนี้มี ๒ เวอร์ชั่น โจดูเวอร์ชั่นสวีเดนก่อนหลังจากนั้นดูเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดด้วย สำหรับโจแล้วเวอร์ชั่นสวีเดนสนุกมากกว่าเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ด อยากจะอ่านนวนิยายด้วย

Sunday, 1 July 2012

การทุจริตทางการเมืองของประเทศบังคลาเทศ

อาทิตย์ที่แล้วโจอ่านบทความเกี่ยวกับการทุจริทางตการเมืองของประเทศบังคลาเทศ
บทความนี้บอกว่ารัฐบาลตอนนี้กดดัน BNP (ผ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ) อยู่
มีคนบอกว่ารัฐบาลกดดันคนที่มีอำนาจและมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลไม่ดีด้วย (เช่น มูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีนและเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ)
นอกจากนี้แล้วมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลสานมีเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนักการทูตของประเทศซาอุดิอาระเบีย ผู้ประท้วงและนักหนังสือพิมพ์ที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริตทางการเมืองของรัฐบาลด้วย
นักเขียนบอกว่าการทุจริตทางการเมืองของรัฐบาลตอนนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มคิดที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับรัฐบาลตอนนี้ใหม่ เช่นธนาคารโลกหยุดการลงทุน รัฐบาลญี่ปุ่นส่งแค่ผู้แทนของนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นการบอกว่ารัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับการทุจริทางตการเมือง และรัฐบาลของประเทศอินเดียก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับ BNP (สมัยก่อน ความสัมพันธ์ระหว่าง BNP กับรัฐบาลอินเดียไม่ดีเลย)
โจไม่รู้ว่าเนื้อความกับกระแสข่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่แต่รู้สึกว่าเนื้อความของบทความนี้ลำเอียงยงนิดหน่อยเพราะนักเขียนไม่ค่อยเขียนและอธิบายการแสดงความคิดเห็นของรัฐบาล

* หลังจากบทความนี้เผยแพร่ออกมารัฐบาลบังคลาเทศส่งข้อความเกี่ยวกับบทความนี้ให้ The Economist เราจึงสามารถอ่านการแสดงความคิดเห็นของรัฐบาลได้ โจรู้สึกว่าผลกระทบของนิตยสารนี้ต่อรัฐบาลใหญ่มาก

<อ้างอิง>
Banged about (From The Economist May 26th 2012)

วันเกิด

อาทิตย์นี้โจอายุ ๒๙ ปีแล้ว จริงๆตกใจมากที่รู้ว่าตัวเองอายุ ๒๙ ปีแล้ว (นอกจากนี้ ปีนี้ก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว) เวลาผ่านไปเร็วมาก
สมัยก่อนโจคิดว่าเมื่ออายุ ๒๙ ชีวิตโจจะมีความมั่งคงมากแล้ว (เช่น แต่งงานแล้ว ตัดสินใจว่าจะทำงานที่ตอนนี้ทำงานอยู่ไปนานๆถึงเกษียณ เป็นต้น)

แต่จริงๆแล้วอะไรๆก็ยังไม่แน่นอนเลย โจไม่แน่ใจว่าโจจะทำอะไรที่ไหนในอีก ๒-๓ ปีหน้าปีใหม่ปีนี้โจเขียนเป้าหมายไว้ว่าจะเลือกสิ่งที่อยากจะทำจริงๆ (ภายใน ๓-๕ ปี อยากจะไปเรียน/ทำงานที่ต่างประเทศ)
แต่ตั้งแต่โจกลับมาทำงานที่บริษัทมีหลายอย่างเกิดขึ้นและยังไม่ได้เริ่มหาวิธีและสมัครอะไรเลย (ยังแค่คิดเท่านั้น) นอกจากนี้ ยังไม่ได้สมัครสอบภาษาอังกฤษด้วย(เพื่อหาโอกาสที่ดีโจจะต้องเข้าสอบภาษาอังกฤษก่อน)  เวลาที่เหลือในปีนี้อยากจะมีเวลาที่จะทำสิ่งเหล่านี้

แต่โจก็บรรลุเป้าหมายอื่นนิดหน่อยแล้ว เช่นตอนนี้กำลังวิจัยเศรษฐกิจประเทศอาเซียนที่นอกเหนือจากประเทศไทย (เขียนรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพม่าแล้วและกำลังหาข้อมูลของประเทศอินเดียด้วย )
นอกจากนี้ลดน้ำหนักตัวนิดหน่อยแล้ว (เดี๋ยวนี้โจไปวิ่งจ็อกกิ้งบ่อยๆ แต่ตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่รู้สึกอ้วนขึ้นอีกครั้งเพราะเป็นไข้หวัดและไม่ได้ไปวิ่งจ็อกกิ้งเลย )
ปีหน้าโจจะอายุ ๓๐ ก่อนวันเกิดปีหน้าอยากจะตัดสินใจเลือกหลายสิ่งและรู้สึกดีมากกว่าปีนี้