Sunday, 8 April 2012

การเปลี่ยงแปลงของประเทศพม่า (๒)

ในไดอารี่ของเดือนตุลาคมปีที่แล้วโจเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยงแปลงของประเทศพม่า (ตั้งแต่ราวๆ ๒ ปีที่แล้ว สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศพม่าเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมาก) หลังจากตอนนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ดำเนินต่อไปและจำนวนบทความเกี่ยวกับประเทศพม่าก็เพิ่มขึ้นด้วย
อาทิตย์ที่แล้วมีการเลือกตั้งสำหรับตำแหน่งที่ว่างในรัฐบาลและกลุมที่สนับสนุนนางอองซานซูจีชนะที่นั่งส่วนมาก(ได้รับ  ๔๓ ที่นั่งจาก ๔๕ ที่นั่ง)
นอกจากนี้แล้วรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงระบบการเงินทางอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย(ก่อนรัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบนี้อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศพม่ามี ๒ อัตรา) การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ทำให้บางประเทศเริ่มคิดการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศพม่าและบางบริษัทได้เริ่มทำธุรกิจในประเทศพม่าแล้ว
แต่นักเขียนบอกว่าการเปลี่ยนแปลงของประเทศพม่ายังไม่เพียงพอเลยและจะใช้เวลานานกว่าที่ทุกคนคิดเอาไว้ และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศพม่าก็ควรจะดำเนินต่อไปดี จริงๆแล้วในการเลือกตั้งตำแหน่งทางการเมืองที่ว่างกลุ่มนางอองซานซูจีชนะแต่ยังคิดเป็นแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ ของที่นั่งทั้งหมดในรัฐบาลเท่านัน และ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ใน ปี ๒๕๕๙  
รัฐบาลของตอนนี้(ทหารเก่า)จะมีอำนาจต่อไปเพราะว่ากฎหมายที่รัฐบาลปัจจุบันกำหนดได้จะปกป้องและสนับสนุนพวกเขาต่อไป นักเขียนบอกว่าสถานการณ์ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีเต็งเส่ง(แต่โจคิดว่านอกจากเขาแล้ว อดีตนายพลตานฉ่วย(ประธานเก่าของทหาร)ก็มีความสำคัญเหมือนกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง)
จริงๆโจรู้สึกว่าจำนวนบทความเกี่ยวกับประเทศพ่มากำลังเพิ่มขึ้น แต่เนื้อความของรายงานสวันใหญ่เหมือนกัน (ประเทศพม่ามีความสามารถทางการพัฒนามากๆแต่มีความเสี่ยงทางการเมืองด้วย) 

ยังไม่แน่ใจว่าจะได้เขียนหรือไม่ แต่โจกำลังคิดว่าในปีนี้จะเขียนรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพม่า ถ้าโจจะเขียนอยากจะเขียนสิ่งที่รายงานอื่นยังไม่ค่อยเขียน(เช่นผลดีกับผลเสียของการพัฒนาประเทศพม่าต่อเศรษฐกิจไทย)


<อ้างอิง>
The Yangon spring (From The Economist April 7th 2012)
The Lady of all landslides (From The Economist April 7th 2012)

Saturday, 7 April 2012

กองทุนการเงินเอเซีย

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนการเงินเอเซีย(กองรทุนป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเอเซีย)เดี๋ยวนี้หลายคนพูดเรื่องเกี่ยวกับระบบ(วิธี)ป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป


แต่นักเขียนมุ่งเน้นระบบนี้ในเอเซียเพรา ๑๕ ปีที่แล้ว(ในวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเซีย) บางประเทศในเอเซียเคยเกิดสถานการณ์ที่คล้ายกับในยุโรป หลังจากวิกฤตในเอเซีย หลายประเทศ(ประเทศอาเซียนกับ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน) ตัดสินใจว่าควรจะมีระบบที่ช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหา(จึงเกิดสัญญา“ความริเริ่มเชียงใหม่” )

 
จริงๆแล้วระบบนี้มาจากความไม่พอใจกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประทเทศช่วยเหลือประเทศในเอเชีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศทำให้หลายประเทศลดค่าใช้จ่ายทางรัฐบาลลงมาก และปรับอัตราภาษีให้สูงมาก ประเทศในเอเซียก็เลยรู้สึกว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศเข้มงวดมากไป

ในปี ๒๕๔๓ สัญญาถูกนำมาใช้จริงในธนาคารกลางในเอเซีย ในปี ๒๕๕๓ ระบบนี้เปลี่ยนแปลงนิดหน่อยและเปิดสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อตรวจความเสี่ยงทางการเงินในเอเซีย
ในปี ๒๕๕๕ งบประมาณของระบบนี้เพิ่ม ขึ้น ๒ เท่าเพื่อเตรียมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต แต่ระบบนี้ยังไม่เปลี่ยนเป็นกองทุนการเงินเอเซีย(ระบบนี้ คือสัญญราะหว่างธนาคารกลางในเอเซีย) เพราะกองทุนการเงินระหว่างประทเทศกับอเมริกาไม่ค่อยยอมรับการเปิดกองทุนการเงินเอเซีย


นักเขียนชี้ให้เห็นว่าตอนนี้งบประมาณของระบบนี้ยังมีขนาดไม่ใหญ่และถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
การเงินประเทศเหล่านี้จะต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เพราะขั้วอำนาจทางการเงินก็มีการเปลี่ยนแปลงถึงในเอเซีย


แต่โจคิดว่าจะมีกองทุนการเงินเอเซียยากมาก เพราะถ้ากองทุนการเงินเอเซียเปิด กองทุนการเงินเอเซียจะต้องมีอำนาจที่สามารถเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งในประเทศที่ขอความช่วยเหลือได้ แต่คิดว่าหลายประเทศไม่อยากให้กองทุนการเงินเอเซียมีอำนาจมากไป(นอกจากนี้หลายสำนักงานในเอเชียยังไม่มีอำนาจเพียงพอเช่นอาเซียนไม่มีอำนาจที่แก้ไขปัญหาในอาเซียน)



ตั้งแต่เดือนนี้โจจะเริ่มเข้าร่วมการประชุมที่เรียนภาษาอังกฤษในบริษัทอีกครั้ง(ตั้งแต่โจเริ่มทำงานที่รัฐบาลในปีที่แล้ว ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤเป็นประจำ) อยากจะอธิบายเรื่องที่โจเขียนในไดอารี่โดยใช้ภาษาอังกฤษด้วย(การอ่านบทความที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ค่อยยากมาก แต่การอธิบายเป็นภาษาอังกฤษยากมากๆ)


<อ้างอิง>
A rather flimsy firewall (From The Economist Feb 7th 2012)

Sunday, 1 April 2012

ภาษีการบริโภค

วันศุกร์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีตัดสินใจว่ารัฐบาลจะปรับอัตราภาษีการบริโภคให้สูงขึ้น จาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๗ และปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใน ปี ๒๕๕๘ (แต่ยังไม่แน่ใจว่านโยบายนี้จะถูกบังคับใช้ตามกฎหมายหรือไม่ การตัดสินใจนี้จะใช้เวลาอีกอย่างน้อย ๔-๖ เดือน)
นักการเมืองบางคนบอกว่านโยบายนี้จะต้องมีความยืดหยุ่น เช่นถ้าเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๗ แย่กว่าที่รัฐบาลคาดเอาไว้ ก็ไม่ปรับเพิ่มอัตราภาษี ถ้าเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะถดถอยหลังจากรัฐบาลปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้น จะระงับการใช้นโยบายนี้ชั่วคราวเป็นต้น
 บางคนคิดว่าการมีความยืดหยุ่นนี้เป็นเรื่องดี แต่บางคนไม่ยอมรับความคิดนี้เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำให้อัตราภาษีสูงขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นต่อไปและปัญหานี้จะทำให้เกิดผลเสียใหญ่ต่อเศรษฐกิจในอนาคต





โจคิดว่าถ้านโยบายนี้จะมีความยืดหยุ่นแบบนี้ จะทำให้แผนกที่คาดคะเนสถิติทางเศรษฐกิจ(เช่นแผนกบัญชีประชาชาติ)มีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่คิดว่าความยืดหยุ่นของนโยบายนี้ไม่ควรจะขึ้นอยู่กับแค่ตัวเลขของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและรัฐบาลควรจะตัดสินใจโดยคิดถึงหลายๆปัจจัยด้วย 
เพราะนอกจากสถานการณ์เศรษฐกิจ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับวิธีคาดคะเนด้วย (วิธีการปรับตัวเลขตามฤดูกาลมีหลายวิธีและการเลือกวิธีที่จะใช้ยากขึ้น) นอกจากนี้แล้วบางทีอัตราการเติบโตก็เปลี่ยนแปลงหลังจากมีข้อมูลใหม่ด้วย เมื่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจมีความใกล้เคียงตัวเลขเป้าหมาย การตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับแค่ตัวเลขทำให้มีความเสี่ยงที่รัฐบาลจะตัดสินใจผิด

โจคิดว่าถ้านโยบายนี้จะมีความยืดหยุ่นที่ขึ้นอยู่กับตัวเลขสถิติ ความสำคัญของความถูกต้องของสถิติก็จะเพิ่มขึ้น (แต่ตอนนี้การที่จะเพิ่มจำนวนพนักงานของแผนกสถิติก็ยากมาก) โจช่วยการวิจัยวิธีคาดคะเน GDP  ที่แผนกบัญชีประชาชาติมา ๑ ปี และรู้สึกว่านอกจากวิธีคาดคะเนแล้วแผนกนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลด้วย(ตอนนี้พนักงานทุกคนย้ายแผนกทุก ๒-๓ ปีและไม่มีเวลาเพิ่มทักษะในการคาดคะเน) แต่ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลก็ยากมากๆ)

Sunday, 25 March 2012

ค่าใช้จ่ายทางการทหาร

วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางการทหารของประเทศที่ติดกับทะเลจีนใต้
บทความนี้บอกว่าค่าใช้จ่ายทางการทหารของประเทศเหล่านี้กำลังเพิ่มขึ้นและแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปการเพิ่มของค่าใช้จ่ายนี้มาจากปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในทะเลจีนใต้และเขตเศรษษฐกิจจำเพาะ
(สมัยก่อนประเทศเหล่านี้ไม่ค่อยสนใจทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ที่นี้เพราะอุปสงด์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศกำลังพัฒนายังไม่ค่อยมากนักและราคาทรัพยากรธรรมชาติก็ยังไม่แพง นอกจากนี้แล้วเทคโนโลยีทางการทำเหมืองแร่ก็ยังไม่ค่อยดีและค่าการทำเหมืองแร่แพงมาก)
แต่ตอนนี้ทุกประเทศกลัวว่าประเทศจีนจะเอาทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใกล้ๆเขตเศรษฐกิจจำเพาะไปโดยใช้อำนาจทางการทหาร (นอกจากทะเลจีนใต้แล้ว ทะเลจีนตะวันออกก็มีสถานการณ์แบบนี้ด้วย) ทุกคนรู้ว่านอกประเทศจีน ประเทศที่อยู่ติดกับทะเลจีนใต้มีขนาดไม่ใหญ่และมีอำนาจทางการทหาร ที่แข่งกับประเทศจีนไม่ได้(ดังนั้น ประเทศเหล่านี้จะต้องร่วมมือกัน)
โจคิดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก  เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นอยากช่วยประเทศแถบอาเซียนและให้ประเทศเหล่านี้ช่วยญี่ปุ่น แต่กลัวว่าการช่วยประเทศเหล่านี้จะเกิดผลเสียต่อธุรกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับจีน
นอกจากนี้ บทความอื่นแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มของค่าใช้จ่ายทางการทหารเพิ่มกำไรให้กับสหรัฐอเมริกากับยุโรป(ประเทศอังกฤษกับฝรั่งเศส) เพราะ อาวุธที่ประเทศแถบอาเซียนซื้อส่วนใหญ่มาจากประเทศอเมริกาและประเทศในยุโรป
ยังไม่แน่ใจว่าอะไรจะสามารถเปลี่ยนความคิดของประเทศจีนเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้(ถ้าประเทศจีนไม่เปลี่ยนท่าทีเอง จะมีความเสี่ยงทางธุรกิจในแถบอเซียนต่อไป สถานการณ์นี้ไม่ดีสำหรับทุกประเทศ)

<อ้างอิง>
Military spending in South-East Asia (From The Economist Mar 24th 2012)
Full unclosure (From The Economist Mar 24th 2012)
Big guns (From The Economist Mar 24th 2012)
Not littorally Shangri-La (From The Economist Jun 9th 2012)

Monday, 19 March 2012

ข้อดีกับข้อเสียของสมาร์ตโฟน


วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับข้อดีกับข้อเสียของสมาร์ตโฟนสำหรับนักธุรกิจ
นักเขียนบอกว่าสมาร์ตโฟนทำให้การทำธุรกิจสะดวกมากขึ้น (เราสามารถตรวจเอกสารจากที่ไหนก็ได้) แต่สมาร์ตโฟนทำให้เวลาส่วนตัวลดลงและทำให้เราติดสมาร์ตโฟนด้วย (สมัยนี้หลายคนเช็คเมล์ก่อนไปนอนและหลังจากตื่นนอน และในวันหยุดก็เช็คเมล์บ่อยๆ)
เขาบอกว่า “คนใช้(สมาร์ตโฟน)”กลายเป็น “เจ้านาย” เหมือนกับหนังเรื่อง  “The Servant(1963)” (อยากจะดูหนังเรื่องนี้)
นอกจากนี้แล้ว การพัฒนาของเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารทำให้นักธุรกิจ(เจ้านาย)เปลี่ยนแปลงความคิดง่ายและทำให้สมาธิของนักธุรกิจลดลง(เพราะนักธุรกิจจะต้องตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ) นักธุรกิจบางคนรู้สึกไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่เป็นเวลาทำงานและเมื่อไหร่เป็นเวลาส่วนตัว
นักเขียนบอกว่าสถานการณ์นี้ไม่ดีสำหรับสภาพหัวใจของนักธุรกิจ และเราจะต้องหาวิธีลดข้อเสียของสมาร์ตโฟนโดยไม่ทำให้ความสะดวกลดลง เราสามารถจำกัดการใช้สมาร์ตโฟนในวันหยุดหรือเวลาหลังจากทำงานเสร็จได้ แต่ดูเหมือนว่าวิธีนี้ไม่ได้เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลในความเป็นจริง  เดี๋ยวนี้บางบริษัทแนะนำให้พนักงานทำงานในออฟฟิศด้วยกันเพื่อลดความจำเป็นของการใช้สมาร์ตโฟนในวันหยุด
(แต่โจรู้สึกแปลกใจเพราะว่าข้อดีของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการติดต่อสื่อสารทำให้เราไม่ต้องเจอกันที่ออฟฟิศและมีความยืดหยุ่นมาก ถ้าเราจะต้องทำงานร่วมกันที่ออฟฟิศก็จะไม่สามารถ ใช้ประโยชน์จากข้อดีของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้)
โจคิดว่านอกจากคนที่รับเมล์แล้ว คนที่ส่งเมล์จะต้องจำกัดการส่งเมล์เมื่อเขาส่งเมล์ในวันหยุด (เช่น เขาสามารถส่งได้แค่เมล์ที่มีความสำคัญมากๆเท่านั้น) โจยังไม่มีสมาร์ตโฟนและบางทีก็รู้สึกอยากได้ แต่กลัวว่าถโจจะติดสมาร์ตโฟนและเสียเวลาไปกับการใช้สมาร์ตโฟน

<อ้างอิง>Slaves to the Smartphone (Mar 10th 2012)

Sunday, 11 March 2012

การไปเที่ยวหัวหิน


อาทิตย์ที่แล้วโจไปเที่ยวหัวหินมา(ไปเที่ยวหัวหินเป็นครั้งแรก)
ก่อนโจไปเที่ยวที่นั่นโจคิดว่าโจจะไปเที่ยวแค่ทะเล แต่ได้มีโอกาสไปเที่ยวหลายที่  เช่นโจไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด(เล่นน้ำที่น้ำตกป่าละอูสนุกดี) 
ไวน์เนอรี(หัวหิน ฮิลส์ วินยาร์ด ที่นั่นอาคาศไม่ร้อนไม่หนาว สบายดีมาก) เป็นต้นไปเที่ยวแถวภูเขาสนุกดี วิวทะเลก็สวยมากด้วย 

นอกจากนี้แล้วโจไปเที่ยวตลาดน้ำ จริงๆแล้วตลาดนี้ไม่เหมือนกันกับที่ที่โจคิดเอาไว้แต่สนุกมากๆ(โจคิดว่าตลาดน้ำคือแบบตลาดน้ำอัมพวา แต่ตลาดน้ำหัวหินไม่มีแม่น้ำจริง มีแค่แม่น้ำเทียม)

โจคิดว่าหัวหินน่าอยู่มากและคุณภาพชีวิตของหัวหินทางการบริโภคก็คล้ายกับญี่ปุ่น(เดี๋ยวนี้โจเคยชินกับชีวิตของภาคอิสาน ก็เลยรู้สึกตกใจมาก)
ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ไปเที่ยวที่ใหม่เป็นพิเศษและทำตัวตามสบาย(ไปเดินเล่นที่ร้านสรรพสินค้าเยอะมาก) โจพักที่โรงแรมที่อยู่ที่ Terminal 21 โรงแรมนี้สะอาดมากๆและสะดวกด้วย (สระว่ายน้ำในโรงแรมสวยดีมาก)


เมื่อโจไปชอปปิ้ง โจได้พจนานุกรมดิจิตอลมาด้วย(อาจจะทำให้การไปเที่ยวในประเทศไทยสะดวกมากขึ้น)
ครั้งนี้ไม่ได้เจอกับคนที่รู้จักบางคน แต่มีโอกาสไปทานอาหารกับเจ้านายที่รู้จักในการไปทำงานที่ประเทศไทยในครั้งที่แล้ว อาหารญี่ปุ่นที่ร้าน “สุ่ยคิน” อร่อยมาก(โจรู้สึกแปลกใจเพราะครั้งนี้มีโอกาสไปทานอาหารญี่ปุ่นเยอะ) 

นอกจากนี้แล้วมีโอกาสเจอกับ ลีโอนาโด ดีคาปริโอ ด้วย(จริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็นคนจริง เจอกับหุ่นของเขา แต่โจดีใจมาก 555) ยังไม่แน่ใจว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดีใน คราวหน้า ไปเที่ยวหัวหินอีกครั้งก็ดี ไปเที่ยวที่ที่ไม่เคยไป(เช่น เชียงใหม่ เชียงราย เป็นต้น)ก็ดี
 แต่ก่อนไปเที่ยวโจจะต้องประหยัดมากเพราะครั้งนี้โจใช้เงินมากไป