Tuesday, 10 July 2018

Cryptocurrency


อาทิตย์นี้โจเช็คข้อมูลเกี่ยวกับ Cryptocurrency (คริปโทเคอร์เรนซีหรือเงินดิจิตอล) เพื่อคิดหัวข้อการวิจัยใหม่ จริงๆแล้วตัวเองยังไม่ค่อยสนใจกับเรื่องนี้เพราะว่าโจรู้สึกว่าการซื้อขายเงินดิจิตอลคล้ายๆกับการเก็งกำไร (หรือการพนัน) และราคาของเงินก็ยังไม่ค่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจริง แต่ดูเหมือนว่าการค้าขายเงินดิจิตอลกำลังค่อยๆเปลี่ยนเป็นความจริงมากกว่าการเก็งกำไร
https://safetradebinaryoptions.com/cryptocurrency-taxes-much-will-pay-government-bitcoin/
ที่ญี่ปุ่น บางบริษัท (เช่น HIS บริษัททัวร์ , Big Camera ร้านข้ายอุปกรณ์ดิจิตอล และ DMM ร้านเช่า Movieในออนไลน์ เป็นต้น) เริ่มยอมรับ Bitcoin เพราะว่าต้นทุนธุรกรรมถูกกว่าเครดิตการ์ด ยังไม่แน่ใจว่ากระแสนี้จะดำเนินต่อไปในทิศทางไหน แต่โจคิดว่า 2 ปัจจัยที่สำคัญ 

ปัจจัยที่ ๑ คือการที่บริษัทใหญ่ (เช่น Amazon.com, Seven Eleven เป็นตน) เริ่มยอมการซำระเงินแบบดิจิตอล ถ้าบริษัทใหญ่ๆเริ่มยอมรับเงินดิจิตอล ก็จะสามารถดึงดูดให้ผู้คนรู้สึกสนใจการซำระเงินรูปแบบใหม่ 
ปัจจัยที่ ๒ คือ จะมีกฎเกณฑ์ระเบียบที่ดีหรือไม่ ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์ที่ในการป้อนกันการเก็งกำไร ก็อาจจะส่งผลให้ราคาเงินดิจิตอลขาดความมั่นคง ผู้บริโภคกับบริษัทส่วนใหญ่ก็อาจจะเบนความสนใจจากกระบบนี้ แต่ถ้าจะมีกฎเกณฑ์เข้มงวดมากไป การที่ตลาดเศรษฐกิจจะตามข้อบังคับนี้ก็ยากไปและบริษัทอาจจะปิดธุรกิจลง ดูเหมือนว่าตลาดเงินดิจิตอลของญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก(ยังรู้สึกแปลกใจว่าทำไมตลาดญี่ปุ่นใหญ่กว่ายุโรปกับอเมริกา) ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่กฎเกณฑ์ของญี่ปุ่นจะกลายเป็นมาตรฐานของโลก

Sunday, 3 June 2018

ความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยไม่ใช้อินเทอร์เน็ต


เมื่อวานนี้โจลองเขียนไดอารี่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ร้านกาแฟที่ไม่มีบริการ Wi-Fi แต่แสดงความคิดเห็นไม่ค่อยออกและกลับมาบ้าน ตอนนั้นโจรู้สึกว่าสมัยนี้ตัวเองพึ่งพาอินเทอร์เน็ตมากไปและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก็ลดลง สมัยนี้ไม่ว่าจะเมื่อไรที่ไหนเราสามารถเช็คข้อมูลทุกอย่างได้ในอินเทอร์เน็ต (หรืหติดต่อคนอื่น)  สถานการณ์นี้สะดวกดี แต่อาจจะสะดวกมากไปเพราะว่าเราไม่ต้องพยายามคิดด้วยตัวเอง (ไม่ต้องพยายามจำสิ่งต่างๆด้วย) เช่นเมื่อโจ ลองเขียนเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจในไดอารี่ ปกติโจเช็คบทความกับสถิติที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเพื่อให้ได้ทราบข้อมูลอย่างละเอียดและได้รับรู้ความคิดเห็นของคนอื่นด้วย ถ้าไม่สามารถเช็คข้อมูลนี้ได้ โจไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง
แต่โจคิดว่าตัวเองเร่งรีบมากไป โจไม่ค่อยได้ใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองก่อนที่จะเริ่มเช็คข้อมูลและความคิดเห็นของคนอื่นอย่างละเอียด สมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่พัฒนาและเราไม่มีสมาร์ทโฟนความไม่สะดวกทำให้เราต้องคิดเอง สถานการณ์แบบนี้อาจจะพัฒนาความสามารถในการคิดโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ 
โจนึกถึงเรื่องที่เพื่อนร่วมงานเก่าเคยเล่าให้โจฟัง เขาเคยแวะบ้าน Aung San  (คุณพ่อของ Aung San Suu Kyi) ตอนที่เขาไปเที่ยวประเทศพพม่า เพื่อนร่วมงานรู้สึกตกใจเพราะว่า Aung San มีการศึกษาที่ดีและมีชื่อเสียงรวมทั้งยังมีความสามารถในการคิดที่ดี แต่ชั้นวางหนังสือของ Aung San กลับไม่ใหญ่เท่าไร ตอนนั้นเพื่อนร่วมงานคิดว่าข้อจำกัดของข้อมูลทำให้ Aung Sanจะต้องคิดเองโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่แน่ใจว่าในอนาคตสการเข้าถึงข้อมูลจะสะดวกมากขึ้นอีกหรือไม่ (เช่น AI เก็บข้อมูลและวิเคราะห์แทนเรา) โจรู้สึกขอบคุณต่อความสะดวกที่มาจากการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เราจะต้องระวังผลเสียที่อยู่ในความสะดวกด้วย ครั้งหน้าจะลองเอาแค่ดินสอกับกระดาษไปที่ๆไม่มีอินเทอร์เน็ตนานๆก็ดีเหมือนกัน

Sunday, 27 May 2018

Moonshot Thinking


เมื่อวานนี้โจเข้าร่วมสัมมนาที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคโดยตรง (โจตั้งใจเข้าร่วมสัมนานี้เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ)  หัวข้อของสัมมนานี้คือ “AI(Artificial Intelligence)  จะสามารถช่วยการบรรลุ SDGs (Sustainable Development Goals เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ของสหประชาชาติได้อย่างไร ” โจยังไม่สามารถเข้าใจบางเรื่องได้เพราะว่าตัวเองไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีแต่ก็สนุกดีที่ได้ฟังเรื่องด้านอื่น สิ่งที่โจรู้สึกสนใจในสัมมนานี้คือ ความสำคัญของ Moonshot Thinking (ต้นแบบของการคิดแบบนอกกรอบ) 
https://www.hd-wallpapersdownload.com/hd-beautiful-images-of-moon-and-stars/
ผู้นำเสนอบอกว่าคนญี่ปุ่นมักจะคิดว่าเราจะสามารถทำอะไรได้โดยคำนึงถึงความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ดังนั้นเป้าหมายที่เราตั้งจึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน  แต่บางครั้งเพื่อที่จะมีความคิดใหม่ดเราควรตั้งป้าหมายก่อนที่จะเริ่มคิดวิธีบรรลุเป้าหมาย (ตั้งเป้าหมายโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้) การคิดแบบนี้อาจจะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ (ชื่อต้นแบบของวิธีคิดนี้มาจากโครงการการปล่อยกระสวยอวกาศที่ไปดวงจันทร์ ของอเมริกาเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว) และวิธีคิดแบบนี้จำเป็นสำหรับบริษัทที่อยากจะสร้างนวัตกรรม (Larry Page, CEO ของบริษัท Google ก็เคยพูดว่า “If you're not doing some things that are crazy, then you're doing the wrong things” (ถ้าคุณไม่ทำอะไรที่ดูบ้าๆ แสดงว่าคุณกำลังทำผิด) 
https://www.investigatingsciences.com/googles-founder-has-these-tips-for-you/
โจรู้สึกว่าคนอินเดียอาจจะเหมาะสมกับ Moonshot Thinking (เช่นพวกเขามีเป้าหมายที่จะหยุดการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันก่อน ปี 2030) แต่อาจจะเป้าหมายของพวกเขาใหญ่มากไป (ดูเหมือนว่าพวกเขาอยากจะลองไปดวงพฤหัสบดี มากกว่าดวงพระจันทร์) ประมาณ 4 เดือนที่แล้ว รัฐบาลอินเดียปรับเปลี่ยนเป้าหมายและประกาศว่าจะใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันต่อไปหลังปี 
http://incrediblethingworlds.blogspot.jp/2016/01/all-about-incredible-india.html
2030 โจชอบวิธีคิดแบบนี้และทำให้นึกถึง “10th man rule (กฎของคนที่ 10)” โจไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่แ แต่ โจได้รู้เรื่องนี้ในภาคหนังชื่อ “World War Z”ดูเหมือนว่ารัฐบาลประเทศอิสราเอลเริ่มใช้กฎนี้หลังจาก“สงครามยมคิปปูร์”ของปี 1978 วันยมคิปปูร์ เป็นวันหยุดพิเศษทางศาสนายูดาสและนักการเมืองของรัฐบาลทุกคนคิดว่า ประเทศอียิปต์กับซีเรียจะไม่เริ่มโจมตีประเทศอิสราเอลในวันนั้น แต่สงครามกลับเริ่มวันนั้นและคนอิสราเอลหลายคนเสียชีวิต หลังจากนั้นรัฐบาลเริ่มใช้กฎนี้  ในหนัง “คนที่ 10”บอกว่า “If nine of us look at the same information and arrive at the exact same conclusion, it's the duty of the tenth man to disagree. No matter how improbable it may seem, the tenth man has to start thinking with the assumption that the other nine were wrong” (ถ้า 9 ใน 10 คนพิจารณาข้อมูลเดียวกันและได้ข้อสรุปเดียวกัน คนที่ 10 จะต้องไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะดูไม่น่าจะเป็นแบบนั้น แต่คนที่ 10 จะต้องเริ่มคิดโดยคิดว่า 9 คนนั้นคิดผิด)
https://ja.wikipedia.org/wiki/Think_different
อยากจะรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่


Saturday, 26 May 2018

การขาดดุลการค้าของอินเดียต่อจีน


อาทิตย์นี้โจวิเคราะห์เกี่ยวกับการขาดดุลการค้าของอีนเดียต่อจีน ตั้งแต่นาย ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ความสนใจเกี่ยวกับการเกินดุลการค้าของจีนก็เพิ่มขึ้น สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่จีนเกินดุลการค้ามากที่สุดในโลก แต่การเกินดุลการค้าต่ออินเดียก็กำลังเพิ่มขี้นเช่นเดียวกัน (ยกเว้นฮ่องกง การเกินดุลการค้าต่ออินเดียมีมากที่สุดในเอเซีย) และอินเดียก็รู้สึกว่าจะต้องแข้ไกปัญหานี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่มาจากช่องว่างของความไม่สมดุลที่กำลังกขยายตัวมากขึ้น
โจตรวจสอบว่าอะไรทำให้การนำเข้าจากจีนของอินเดียเพิ่มโดยเช็คสถิติโดยละเอียดและสังเกตเห็นว่า Smartphone เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุด รู้สึกตกใจที่รู้ว่า Smartphone ยี่ห้อจีน (เช่น  Xiaomi, OPPO, Vivo, Lenovo,และ Huawei) มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50  เปอร์เซ็นต์ และ Samsung มีส่วนแบ่งการตลาดราวๆ 25 เปอร์เซ็นต์ส่วน Apple ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ (อาจจะเพราะว่าคนอินเดียนิยมใช้ Smartphone ที่ราคาถูกๆ )
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าอินเดียจำเป็นต้องผลิต Smartphone ในประเทศ (หรือจะนำเข้าจากประเทศอื่น) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าต่อจีน 
https://www.idc.com/getdoc.jsp?containerId=prAP43569518

ดูเหมือนว่าบริษัทจีนที่ผลิต Smartphone หลายบริษัทเริ่มสร้างโรงงานที่อินเดียเพื่อเพิ่มยอดขายในอินเดียและมีความตั้งใจที่จะส่งออกไปทวีปแอฟริกา แต่โจไม่แน่ใจว่าการเพิ่มการผลิต Smartphone ในอินเดียจะช่วยการแก้ไขปัญหาแค่ไหน เพราะว่าโรงงานที่อยู่ที่อินเดียส่วนใหญ่เป็นการประกอบชิ้นส่วน (Assembling)เท่านั้น และ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ยังมาจากจีน  ในอนาคตการผลิตของชิ้นส่วนก็อาจจะเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มตามการลงทุนจากจีน แต่โจคิดว่าอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของชิ้นส่วนยังจำเป็นต้องนำเข้าจากจีนต่อไป เพราะว่าบริษัทญี่ปุ่นที่มีโรงงานผลิตที่จีนหรือไทยก็พยายามเพิ่มการลงทุนมามากกว่า ๒๐ ปี  แต่ 30-40 เปอร์เซ็นต์ของชิ้นส่วนยังมาจากมากการนำเข้า โจจึงคิดว่าหากไม่มีการลดลงของค่าเงินรูปีต่อเงินหยวนของจีน การจะปรับเปลี่ยนความไม่สมดุลการค้าระหว่างอินเดียกับจีนก็คงเป็นเรื่องยุ่งยากต่อไป

Saturday, 12 May 2018

การเลือกตั้งของประเทศมาเลเซีย


เดี๋ยวนี้โจไม่ค่อยมีโอกาสได้วิเคราะเกี่ยวกับการเมืองของประเทศมาเลเซีย แต่เมื่อวานนี้โจรู้สึกตกใจมากที่รู้ว่าพรรคฝ่ายค้านชนะในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อราวๆ ๒ ปีที่แล้ว โจเขียนรายงานเกี่ยวกับการเมืองของประเทศนี้ โจคิดว่าแม้ว่าจะมีปัญหาคอรัปชั่นมาก พรรครัฐบาลก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยและนาย นาจิบ คงจะเป็นนายกต่อไป (รัฐบาลไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ประเทศมาเลเซียเป็นอิสระจากอังกฤษ) นาย มหาเธร์ อายุ 92 ปีกลับมาจากการเกษียณกลายเป็นนายกคนใหม่ โจไม่ค่อยรู้ว่านโยบายทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนเป็นอย่างไรและการมีนายกที่อายุสูงมากเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ แต่รู้สึกประทับใจกับความทะเยอทะยานของเขา โจจำได้ว่าเพื่อนคนมาเลเซียเคยพูดให้กำลังใจโจโดยพูดถึง นาย มหาเธร์ เขาบอกว่า “ดูนายมหาเธร์สิ เขาสร้างพรรคใหม่ตอนอายุ 90 ปี และยังมีเป้าหมายที่จะเป็นนายกอีกครั้งด้วย อาจจะไม่มีอะไรสายเกินไปและไม่มีใครแก่เกินไปที่จะเริ่มสิ่งใหม่ “ตอนนั้นโจรู้สึกตลกเพราะว่าโจรู้ว่าเพื่อนล้อเล่น (เรา ๒ คนคิดว่าโอกาสที่นายมหาเธร์จะเสียชีวิตยังมีมากกว่าโอกาสที่จะได้เป็นนายก) โจจึงรู้สึกตกใจที่รู้ว่าคำพูดของเขากลายเป็นความจริง
http://escapeadulthood.com/blog/2012-11-15/youre-never-too-old.html
นอกจากประเทศมาเลเซียแล้ว ประเทศสิงคโปร์ก็ยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงพรรครัฐบาลและหลายคนคิดว่าสถานการณ์นี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่ผลการเลือกตั้งของมาเลเซียครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาลในอนาคตด้วย การเมืองของมาเลเซียก็อาจจะมีการเปลี่ยนอีกในอนาคตอันใกล้เพราะว่านายกมหาเธร์ก็อายุมากแล้ว รู้สึกว่าสุภาษิตสี่ตัวอักษรของภาษาญี่ปุ่น諸行無常 (ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง) 盛者必衰 (ความรุ่งเรืองจะต้องตกต่ำลง) และ生老病死 (เกิดแก่เจ็บตาย) เป็นเรื่องจริง
https://kanichi.jp/cache/img/jpg/w_h/1fc2a4035affbd4e7432e7471356830baf01655d_jpg.jpg


Saturday, 5 May 2018

เริ่มเขียนรายงานใหม่


โจเริ่มเขียนรายงานใหม่  กำลังคิดอยู่ว่าจะเขียนรายงานสั้นๆภายใน ๑-๒ เดือน และหลังจากนั้น อาจจะไปทำงานที่กรุงเทพเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกับนักวิจัยหรือนักวิชาการเฉพาะทาง จากนั้นจะเพิ่มเนื้อหารายงานและเขียนให้เสร็จราวๆเดือนกันยายนหรือตุลาคม จริงๆแล้วถ้ารีบเขียนอาจจะสามารถเขียนให้เสร็จได้ราวๆเดือนกรกฎาคมได้ แต่ปีงบประมาณนี้โจตัดสินใจแล้วว่าตัวเองจะตั้งใจใช้เวลาในการเขียนรายงานให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มคุณภาพของรายงาน  
http://www.9pyinfo.com/en/exchange/
ครั้งนี้โจตั้งใจจะเขียนรายงานเกี่ยวกับเพื่อที่จะอธิบายอธิบายสถานการณ์ทางการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ในรายงานนี้โจจะนำเสนอหลายหัวข้อเช่น การลดลงของจำนวนสาขาที่เกี่ยวกับธุรกรรมการเงินแบบดิจิตอล นโยบายตัวแทนธนาคาร แรงจูงใจทางภาษีสำหรับการควบธนาคาร เป็นต้น (ยังไม่มีรายงานภาษาญี่ปุ่นที่อธิบายหัวข้อเหล่านี้) นอกจากนี้แล้วอยากจะเขียนผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหาภาคด้วย 
สำหรับเรื่องเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินแบบดิจิตอลกับการลดลงของจำนวนสาขา โจรู้ว่าหลายธนาคารมีแผนที่จะยุบสาขาต่อไป โดยใช้ AI เข้ามาแทนที่ (เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศว่าจะลดจำนวนสาขาลงถึงราวๆ 400 จาก 1,100 ภายใน 3 ปี )  แต่ยังไม่แน่ใจว่าจำนวนสาขาจะลดลงเหมือนที่ธนาคารคาดการณ์เอาไว้หรือไม่เพราะว่าประเทศไทยขาดวิศวกร AI (มีบทความที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยจะต้องเพิ่มจำนวนวิศวกร AI ปีละ 10,000 คน แต่ตอนนี้ในประเทศมีแค่ราวๆ 2,000 คนเท่านั้น ) ดูเหมือนว่ามีหลายมหาวิทยาลัยพยายามเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่เรียน AI นอกจากนี้แล้วประเทศไทยพยายามที่จะรับคนต่างชาติที่มีความสามารถด้าน AI แต่ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะนิยมไปทำงานที่ประเทศไทยหรือไม่ เพราะว่านอกจากประเทศไทยแล้วก็ยังมีหลายประเทศร่วมญี่ปุ่นก็พยายามรับพวกเขาด้วย มีหลายข้อมูลที่จะต้องเช็คเพื่อเขียนรายงานนี้

Sunday, 29 April 2018

ไปทานอาหารกับอาจารย์และเพื่อนร่วมคลาสเรียนภาษาไทยสมัยก่อน


เมื่อวานนี้โจไปทานอาหารกับอาจารย์ภาษาไทยคนเก่าและเพื่อนร่วมคลาสสมัยก่อน อาจารย์คนนี้กลับประเทศไทยระหว่างที่โจย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ เราจึงไม่ได้เจอกันประมาณ ๓ ปี รู้สึกดีใจที่ได้รู้ว่าทุกคนสบายดี ครั้งนี้เราไปร้านอาหารญี่ปุ่นที่เคยเป็นบ้านของ คุณ Yamano Aiko เธอเป็น esthetician (ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม) ที่มีชื่อเสี่ยง และเป็นผู้ก่อตั้งของบริษัท esthetic salon (บริษัทนี้มีสาขาที่กรุงเทพด้วย) โจรู้สึกบังเอิญนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมคลาสจองร้านนี้ เพราะว่า ช่วงที่โจอยู่ที่สิงคโปร์ โจได้มีโอกาสรู้จักกับคนที่ทำงานบริษัทนี้ และเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาก็ไปทานอาหารกับคนที่เคยทำงานที่บริษัทนี้ ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Shinjuku แต่บรรยากาศเป็นแบบญี่ปุ่นให้ความรู้สึกสงบเงียบดี
https://www.gankofood.co.jp/shop/detail/ya-shinjuku/
ผ่านไปมากกว่า ๒ ปีแล้วหลังจากที่อาจารย์กลับไทย แต่ภาษาญี่ปุ่นของเขาก็ยังเหมือนเจ้าของภาษาเหมือนเดิม (เราจึงพูดคุยกันด้วยภาษาญี่ปุ่น) โจรู้สึกตกใจที่ได้รู้ว่าตอนนี้อาจารย์เล่นโยคะอยู่และโยคะของเขาเก่งมาก สำหรับเพื่อนร่วมคลาส ทุกคนอายุมากกว่าโจ ประมาณ 20-30 ปี แต่รู้สึกว่าทุกคนแข็งแรงและมีความกระตือรือร้นมาก ยังมีอยู่ ๒ คนที่ยังเรียนภาษาไทยต่อไปและยังมีคนที่สอนภาษาญี่ปุ่นกับเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครด้วย มีคนที่ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการวิจัยของเขา(เขาเคยมีปัญหาด้านสุขภาพ แต่ดีใจที่ได้รู้ว่าอาการของเขาค่อยๆดีขึ้นและสามารถตีพิมพ์หนังสือได้) นอกจากนี้แล้วยังมีอีก ๑ คนที่กำลังจะเกษียณและมีแผนที่จะย้ายไปอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยโดยสอนภาษาญี่ปุ่นให้คนไทยในนิคมอุตสาหกรรม การได้เจอกับเพื่อนที่มีอายุสูงกว่าตัวเองแต่ยังมีความกระตือรือร้นกว่าทำให้โจรู้สึกมีกำลังใจ ตั้งแต่กลับมาญี่ปุ่น มีเรื่องลำบากหลายเรื่องและโจรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยแอคทีฟและความสัมพันธ์กับเพื่อนก็ลดลง
โจก็อยากจะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆเพื่อเปิดวิสัยทัศน์ของตัวเอง (โจรู้สึกสนใจการสอนภาษาญี่ปุ่นและการเป็นมัคคุเทศก์ในเวลาว่าง อาจจะยังไม่มีความสามารถที่จะทำ แต่รู้สึกสนใจสอนภาษาญี่ปุ่นและเป็นมัคคุเทศก์โดยใช้ภาษาไทย)
http://www.azquotes.com/quotes/topics/active.html


Sunday, 22 April 2018

ครบรอบ 20 ปีของ การเสียชีวิตของ Hide (X Japan)



เมื่อวานนี้โจไปเยี่ยมสุสานของ Hide มา  ปีนี้เป็นปีที่ 20 ของการครบรอบการเสียชีวิตของเขา (เขาเสียชีวิตวันที่ 2 พฤษภาคมปี 1998 อายุ 33 ปี)
ในที่สุดตัวเองก็มีชีวิตยืนยาวกว่าเขาแล้วและรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก  ทุกสิ่งเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่โจรู้สึกดีใจที่ได้รู้ว่าสุสานของเขายังเต็มไปด้วยดอกไม้เหมือนเดิมและความคิดถึงของแฟนต่อเขาก็ไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่แน่ใจว่ามีแฟนคนไทยมาเยี่ยมที่นี่ด้วยหรือไม่ แต่มีคนที่เอาตุ๊กตาช้างผ้าไหมของไทยมาไว้ที่สุสานนี้

โจยังรู้สึกเศร้ามากที่ดูวิดีโอเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขาใน Youtube (เช่น การแสดงของเพลง Forever Love ที่งานศพของเขา เป็นการแสดงที่เศร้ามากที่สุดของพวกเขา) 


เมื่อ X Japan ยุบวงและ Hide เสียชีวิต โจไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะกลับมารวมวงใหม่ใน 10 ปีข้างหน้า เพราะว่า Yoshiki อยู่ในห้วงแห่งความเศร้าที่มากจากการเสียชีวิตของ Hide และ Toshi ก็ถูกศาสนาแปลกๆล้างสมอง  แต่แรงจูงใจของ Yoshiki ก็กลับมา เมื่อเขาได้มีโอกาสแสดงเปียโนให้จักรพรรดิญี่ปุ่นในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของจักรพรรดิปัจจุบัน (เพลง Anniversary เพราะมาก)
ดีใจที่ได้ฟังเพลงที่ Yoshiki แต่งในระหว่างที่ X Japan ยุบวง (เพลง Without You ที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของ Hide ซึ้งมาก) นอกจากนี้แล้ว เพลงใหม่ๆก็เพราะมากด้วย

อยากจะให้คนที่รู้สึกสนใจกับ X Japan หรือรู้จักแค่ชื่อหรือเพลง ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติของพวกเขา เราอาจจะได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตและยังสามารถรู้สึกเพลิดเพลินกับบทเพลงของพวกเขาได้ด้วย



Sunday, 15 April 2018

สงกรานต์


http://www.quotehd.com/
วันนี้โจอ่านบทความเกี่ยวกับผลกระทบของสงกรานต์ต่อเศรษฐกิจไทย
บทความนี้แนะนำรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ตาม ผลการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปรียบเทียบกับปกติ ปีนี้คนต่างจังหวัดที่มาอาศัยอยู่ในกรุงเทพจาก หลายๆคนฉลองปีใหม่ที่กรุงเทพโดยไม่กลับบ้าน ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีทางดิจิตอลพัฒนาไปเร็วมากและเปลี่ยนการใช้ชีวิตของผู้คนทำให้หลายคนรู้สึกขี้เกียจกลับบ้าน 
รายงานนี้คาดว่าการบริโภคของกรุงเทพจะเพิ่มราวๆ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่การบริโภคของต่างจังหวัดจะลดลงราวๆ 5 เปอร์เซ็นต์
แต่รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่การบริโภคของอยุธยาจะเพิ่มขึ้นมากเพราะว่าหลายคนกำลังให้ความสนใจกับละครเรื่อง“บุพเพสันนิวาส” และรู้สึกสนใจอยากไปเที่ยวอยุธยา นอกจากบทความนี้แล้ว โจเคยมีโอกาสได้อ่านบทความอื่นที่พูดถึงซีรีส์นี้  (ถ้ามี subtitle ภาษาอังกฤษ โจก็อยากจะดูและตามรอยซีรีส์ด้วย)

ไม่สบาย


https://www.pinterest.jp/pin/189573465547512593/

ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว โจเป็นหวัด (มีไข้นิดหน่อยด้วย)  และไม่สบายทั้งอาทิตย์  

โจจึงไปทำงานแค่ วันละ ๒-๓ ชั่วโมงเพื่อเช็คอีเมลและเข้าร่วมการประชุม วันพฤหัสโจใช้วันหยุดและพักผ่อนทั้งวัน 

ยังเวียนหัวอยู่แต่ในที่สุดอาการก็ค่อยๆดีขึ้น รู้สึกว่าครั้งนี้เป็นหวัดนานมากกว่าปกติและเสียเวลามากๆ (นอกจากกินๆนอนๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย)

รู้สึกว่าจะต้องดูแลรักษาสุขภาพมากกว่านี้


Saturday, 7 April 2018

คนแบบไหนเหมาะสมกับนักวิจัยเศรษฐกิจ


อาทิตย์นี้โจกับเพื่อนร่วมงานที่รุ่นเดียวกันมีโอกาสเจอกับนักศึกษาหลายคนที่รู้สึกสนใจที่จะทำงานในบริษัทของโจ โจอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของบริษัทเพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจบริษัทมากขึ้น หลังจากคุยกับพวกเขาแล้ว เพื่อนร่วมงานถามโจว่าตัวเองอยากจะทำงานกับใครและใครเหมาะสมกับการเป็นนักวิจัยเศรษฐกิจของบริษัท โจรู้สึกว่าการคุยกับนักศึกษาแค่ ราวๆ ๑ ชั่วโมงไม่เพียงพอที่จะทำให้รู้ว่าใครเหมาะสมกับการเป็นนักวิจัยเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงไม่กล้าเลือกใครโดยที่ไม่รู้รายละเอียดของพวกเขา (ไม่มีใครที่นิสัยแรงหรือแปลกมากไป โจจึงรู้สึกว่าจะทำงานกับใครก็ได้)
https://quotefancy.com/quote/1224278/Daniel-Handler-I-don-t-know-if-you-ve-ever-noticed-this-but-first-impressions-are-often

ถ้าเรากำลังจะจ้างพนักงานขายที่ต้องเจอกับลูกค้า ความประทับใจเมื่อแรกพบกับความสามารถในการสื่อสารอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  แต่โจคิดว่าสำหรับอาชีพนี้ ปัจจัยอื่นเช่น ความสามารถที่คิดให้ซับซ้อนและนานๆโดยไม่ยอมแพ้และความสนใจกับการวิจัยสำคัญมากว่าความสามารถในการสื่อสาร
แม้ว่าความประทับใจเมื่อแรกพบของพวกเขา/เธอไม่ดีเท่าไรเพราะว่าพวกเขาไม่มีความสามารถที่ดีในการสื่อสารและอธิบายความคิดเห็นไม่เก่งในการสัมภาษณ์ แต่ถ้าพวกเขามีเวลาพอ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะสามารถคิดความคิดเห็นที่ดีกว่าคนอื่น จริงๆแล้ว เพื่อนร่วมงานของโจหลายคนไม่ค่อยมีความสามารถด้านการสื่อสาร โจจึงรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานเป็นพวกถือตัวและไม่มีความเกรงใจเพราะว่าพวกเขาพูดถึงนักศึกษาที่เหมาะสมกับบริษัทโดยไม่ดูเอง ไม่รู้ว่าพวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีความสามารถในการเลือกนักศึกษาที่ดีหรือไม่ แต่ในภาษาญี่ปุ่น มีสุภาษิตที่มาจากประวัติศาสตร์ประเทศจีน “千里の馬は常に有れども伯楽は常に有らず (Senri no uma wa tsune ni aredomo hakuraku wa tsune niwa arazu) ” ที่มีความหมายว่า  “แม้ว่าจะมีม้าที่สามารถวิ่งได้วันละ 400 กม.อยู่ แต่คนที่ขาดความสามารถในการเลือกม้าก็ไม่สามารถมองเห็นม้าตัวนั้นได้”  
https://kknews.cc/news/vmxqn5a.html

โจจึงไม่แน่ใจว่าระบบการเลือกนักศึกษาของบริษัทที่ขึ้นอยู่กับความประทับใจเมื่อแรกพบที่มาจากการสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่ดีหรือยุติธรรมหรือไม่  โจคิดว่าเราควรจะคิดลองวิธีอื่นเช่นการฝึกงานหรือให้นักศึกษานำเสนอเกี่ยวกับหัวข้อการวิจัยของตัวเอง เป็นต้น

Saturday, 31 March 2018

นโยบายการเงินของประเทศไทย


อาทิตย์นี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินและเสนอให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ 1.5 เปอร์เซ็นต์ต่อไป โจไม่รู้สึกตกใจกับผลการประชุมนี้เลย แต่รู้สึกสนใจที่ได้รู้ว่ามีกรรมการคนหนึ่งแนะนำให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ เขาเห็นว่าภาวะการเงินตอนนี้ที่ผ่อนคลายต่อเนื่องเป็นเวลานานมาก ถ้าสถานการณ์นี้จะดำเนินต่อไปอีก อาจจะส่งผลให้ประชานประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร

โจก็รู้ว่าความเสี่ยงด้านภาวะการเงินของประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยค่อยๆเพิ่มขึ้นอยู่ เพราะว่าสหรัฐอเมริกากำลังจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สู่งขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลทำให้ค่าเงินของเอเชียลดลงและทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากไปเพื่อป้องกันผลเสียที่อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจที่มาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐอเมริกา บางประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนไม่แข็งและอัตราเงินเฟ้อสู่งอยู่แล้ว (เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ กับ มาเลเซีย เป็นต้น)อาจจะตามกระแสนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา แต่โจไม่เห็นความจำเป็นที่ธนาคารแห่งชาติจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพราะว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งชาติอยู่แล้ว และ ค่าเงินบาทต่อดอลล่าร์ก็ยังแข็ง ถ้าธปท.จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าตอนนี้ โจรู้สึกสงสัยว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์และจะส่งผลเสียให้รูปแบบอื่นต่อเศรษฐกิจหรือไม่ เรื่องนี้ทำให้โจนึกถึงนักวิจัยเศรษฐกิจที่โจเจอเดือนที่แล้วที่ชี้ให้เห็นว่าธปท.จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายใน ปีนี้ 
โจอยากจะศึกษาว่าปัจจัยอะไรทำให้บางคนคิดว่าธปท.จะปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่ออัตราดอกเบี้ย